{ "@context": "https://schema.org", "@type": "WebSite", "name": "LEO Pumps Thailand", "url": "https://www.leo.co.th", "potentialAction": { "@type": "SearchAction", "target": "https://www.leo.co.th/search?q={search_term_string}", "query-input": "required name=search_term_string" } }
top of page

Search Results

54 results found with an empty search

  • NPSH คืออะไร ? ทำไมถึงสำคัญมากสำหรับการออกแบบระบบปั๊มน้ำ

    NPSH คืออะไร? 📌 หัวใจสำคัญของการป้องกันคาวิเตชั่นในปั๊มน้ำหอยโข่ง NPSH (Net Positive Suction Head)  คือ ค่าพลังงานหรือแรงดันที่จำเป็นต่อการทำงานของ ปั๊มน้ำ  บริเวณท่อดูด เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวเปลี่ยนสถานะกลายเป็นไอ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิด คาวิเตชั่น (Cavitation)  ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับปั๊มน้ำ การคำนวณและทำความเข้าใจค่า NPSH  ที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการ ออกแบบระบบปั๊มน้ำ  ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ราบรื่น และทนทาน เรามาทำความรู้จักกับ NPSH ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ NPSHa  และ NPSHr  เพื่อให้การเลือกและการติดตั้ง ปั๊มน้ำหอยโข่ง  ของคุณเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ NPSH คืออะไร ? ทำไม NPSH ถึงมีความสำคัญต่อระบบปั๊มน้ำ? การทำความเข้าใจและจัดการค่า NPSH ให้ถูกต้อง มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อความยั่งยืนของระบบปั๊ม: 🛡️ ป้องกัน Cavitation :  ป้องกันการเกิดฟองไอและแรงกระแทก ที่ทำให้ปั๊มทำงานผิดปกติ, มีเสียงดัง, สั่นสะเทือน และเกิดความเสียหายต่อชิ้นส่วนภายในปั๊ม โดยเฉพาะใบพัด ✅ เลือกปั๊มที่เหมาะสม:  การทราบค่า NPSH  ช่วยในการเลือกปั๊มที่มีค่า NPSHr  ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของระบบ (NPSHa) ที่เรามี 🏗️ ออกแบบระบบปั๊มน้ำที่มีประสิทธิภาพ:  การออกแบบท่อ, วาล์ว, และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับ ปั๊มน้ำหอยโข่ง  ต้องคำนึงถึงค่า NPSH เพื่อให้ปั๊มสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานยาวนาน 🔧 แก้ไขปัญหาปั๊ม:  หากปั๊มน้ำมีปัญหา เช่น ดูดน้ำไม่ขึ้น การตรวจสอบและปรับปรุงค่า NPSHa  ในระบบท่อดูดอาจช่วยแก้ไขปัญหาได้   NPSH 2 ส่วนหลักที่ต้องทำความเข้าใจ 1. NPSHa (Net Positive Suction Head Available): แรงดันทางด้านดูดที่มีอยู่จริง NPSHa  คือ "แรงดันทางด้านดูดที่มีอยู่จริง" ณ จุดติดตั้งปั๊ม เป็นค่าที่สะท้อนคุณสมบัติของ "ระบบท่อ"  ที่เราออกแบบและติดตั้งขึ้นมาทั้งหมด ค่า NPSHa  สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และยิ่งมีค่าสูงยิ่งดีต่อปั๊มน้ำ ปัจจัยที่มีผลต่อ NPSHa: ระดับน้ำ:  ระดับน้ำที่สูงกว่าตำแหน่งปั๊มจะช่วย เพิ่มค่า NPSHa แรงดันบรรยากาศ:  พื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลจะมีแรงดันบรรยากาศต่ำลง ส่งผลให้ NPSHa ลดลง อุณหภูมิของของเหลว:  ของเหลวที่ร้อนขึ้น (มีอุณหภูมิสูง) จะมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นไอได้ง่ายขึ้น ทำให้ NPSHa ลดลง แรงเสียดทานในท่อดูด:  ท่อดูดที่ยาว, มีขนาดเล็ก, หรือมีข้องอเยอะ จะสร้างแรงต้าน ทำให้ NPSHa ลดลง  การใช้ท่อดูดขนาดใหญ่ขึ้นจะช่วย เพิ่มค่า NPSHa 2. NPSHr (Net Positive Suction Head Required): แรงดันขั้นต่ำที่ปั๊มต้องการ NPSHr  คือ "แรงดันทางด้านดูดขั้นต่ำที่ปั๊มต้องการ" เพื่อให้ไม่เกิด คาวิเตชั่น  เป็นค่าคงที่เฉพาะของปั๊มน้ำแต่ละรุ่น ถูกกำหนดมาจากการออกแบบของผู้ผลิต และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การค้นหาค่า:  ค่า NPSHr  สามารถดูได้จากกราฟ Performance Curve หรือตารางข้อมูลจำเพาะของปั๊มรุ่นนั้น ๆ หลักการเลือกปั๊ม:  ควรเลือกปั๊มที่มีค่า NPSHr ต่ำ  เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดคาวิเตชั่น   🔑 กฎทอง: NPSHa ต้องมากกว่า NPSHr เสมอ เพื่อให้ ปั๊มน้ำ  ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย การออกแบบระบบที่ถูกต้องคือ: NPSHa >NPSHr และควรเผื่อค่าความปลอดภัย (Safety Margin) ไว้ที่ อย่างน้อย $0.5 - 1$ เมตร ⚠️ จะเกิดอะไรขึ้นถ้า NPSHa น้อยกว่า NPSHr? (Cavitation) หากแรงดันในระบบที่คุณมี (NPSHa) น้อยกว่าแรงดันขั้นต่ำที่ปั๊มต้องการ (NPSHr) จะทำให้เกิด คาวิเตชั่น  อย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลเสียตามมาดังนี้: ประสิทธิภาพลดลง:  ปั๊มดูดน้ำไม่ขึ้น หรือส่งน้ำได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ความเสียหายทางกล:  เกิดเสียงดัง, ตัวปั๊มน้ำสั่นสะเทือน, และเกิดการกัดกร่อนที่ใบพัด และตัวเรือนปั๊มจนเกิดความเสียหายอย่างมาก คาวิเตชั่น  เป็นปฏิกิริยาที่น้ำเปลี่ยนเป็นไอและเกิดฟองสุญญากาศ ซึ่งเมื่อฟองแตกตัวจะสร้างแรงกระแทกที่สามารถกัดกร่อนเนื้อวัสดุของใบพัดได้อย่างต่อเนื่อง   สรุป: NPSH ค่าที่สำคัญที่สุดในการติดตั้งปั๊มน้ำ NPSH (Net Positive Suction Head)  ถือว่าเป็นค่าที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากที่ช่างและผู้ติดตั้ง ปั๊มน้ำหอยโข่ง  จะต้องรู้ เพราะปัญหาที่พบบ่อย เช่น ปั๊มสั่น ปั๊มมีเสียงดัง หรือสูบน้ำได้น้อย ล้วนเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของค่า NPSH หาก NPSHa  สูงกว่า NPSHr  อย่างเหมาะสม ปั๊มของคุณก็จะทำงานราบรื่น ทนทาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด หากค่า NPSHa  น้อยกว่า NPSHr  ให้พิจารณาปรับปรุงระบบท่อดูด (เช่น ใช้ท่อขนาดใหญ่ขึ้น, ลดจำนวนข้องอ, ลดระดับความสูงของปั๊ม) หรือเปลี่ยนไปใช้ปั๊มรุ่นที่มีค่า NPSHr  ต่ำลง   ข้อควรระวังการเกิด คาวิเตชั่น (Cavitation) ในปั๊มน้ำหอยโข่ง                สิ่งที่ต้องระวังที่ทำให้เกิดคาวิเตชั่น  (Cavitation)  เป็นปฏิกิริยาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นไอและเกิดเป็นฟองสุญญากาศที่มีค่าความดันต่ำ และแตกตัวให้เกิดแรงกระแทก ที่สามารถกัดกร่อนให้เนื้อวัสดุของใบพัดเกิดความเสียหายได้ และอัตราการไหลของน้ำก็จะมีประสิทธิภาพลดลงตามไปด้วย ซึ่งหากการคำนวณค่า NPSH มีค่า NPSHa มากกว่า  NPSHr ก็จะไม่เกิดคาวิเตชั่น ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • ปั๊มน้ำแบบ In-Line คืออะไร ?

    Vertical In-Line Pump 🚀 ปั๊มน้ำแบบ In-Line คืออะไร? 8 ข้อดีที่ทำให้ LEO LPP In-Line Inverter Pump  เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ! ปั๊มน้ำแบบ In-Line (อินไลน์) จาก LEO ถูกออกแบบมาให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบท่อโดยตรง เพื่อการประหยัดพื้นที่และประสิทธิภาพสูงสุด หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า "ปั๊มน้ำแบบ In-Line"  หรือ ปั๊มหมุนเวียนแบบอินไลน์  แต่ยังไม่แน่ใจว่าปั๊มประเภทนี้คืออะไร และแตกต่างจากปั๊มทั่วไปอย่างไร? ปั๊ม In-Line คือ ปั๊มที่ถูกออกแบบมาให้ติดตั้งในแนวเดียวกับท่อส่งน้ำ (In-Line) โดยตรง ทำให้ประหยัดพื้นที่และมีประสิทธิภาพสูงมาก LEO (ลีโอ)  ขอพาคุณเจาะลึก 8 ข้อดีของ ปั๊มน้ำแบบ In-Line  ที่ตอบโจทย์ทั้งการประหยัดพลังงานและการทำงานที่เงียบสงบ 1. ⚡ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด (Energy Efficiency) หนึ่งในข้อดีที่สำคัญที่สุดของ ปั๊มหมุนเวียนแบบอินไลน์  คือ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน  ที่เหนือกว่า ปั๊มเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาให้ใช้พลังงานน้อยที่สุด แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด โดยเฉพาะรุ่น: Leo LPP In-Line inverter pump ปั๊มหมุนเวียนแบบอินไลน์ LEO  มาพร้อมกับเทคโนโลยีมอเตอร์ขั้นสูงและระบบ Inverter  มอเตอร์จะปรับลดความเร็วรอบลงเมื่อมีความต้องการใช้น้ำน้อย (เช่น เปิดก๊อกเดียว) ทำให้ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ ค่าไฟลดลง  อย่างชัดเจน ประหยัดพลังงานในระบบทำความร้อน:  การใช้ปั๊มอินไลน์ในระบบทำความร้อนทำให้น้ำร้อนไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งอาคาร ช่วยให้หม้อน้ำร้อนไม่ทำงานหนักจนเกินไป ซึ่งนอกจากจะ ช่วยยืดอายุการใช้งาน  แล้ว ยัง ช่วยประหยัดพลังงาน  อย่างมากอีกด้วย   2 . 🏗️ การออกแบบที่ประหยัดพื้นที่ (Space-Saving Design) ข้อดีที่โดดเด่นอีกอย่างของ ปั๊มน้ำแบบ In-Line  คือการออกแบบที่ ประหยัดพื้นที่  ในการใช้งานอย่างมาก: ติดตั้งโดยตรงกับท่อ:  แตกต่างจากปั๊มน้ำทั่วไปที่ต้องมีฐานติดตั้งแยก ปั๊ม In-Line สามารถติดตั้งเข้ากับระบบท่อที่มีอยู่แล้วได้โดยตรง ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานที่มีพื้นที่จำกัด ลดต้นทุนการติดตั้ง:  ขนาดที่กะทัดรัดทำให้การติดตั้งและบำรุงรักษาง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีการดัดแปลงระบบท่อมากนัก จึงลดเวลาและ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง การออกแบบแบบแยกส่วน:  โครงสร้างที่ออกแบบมาให้เข้าถึงส่วนประกอบภายในได้ง่าย ช่วยให้การบำรุงรักษาและการซ่อมแซมทำได้อย่างรวดเร็วและไม่ยุ่งยาก ตัวอย่างเช่น ในอาคารพาณิชย์หรือห้องปั๊มน้ำที่มีพื้นที่จำกัด การติดตั้ง ปั๊มน้ำ LEO In-Line  โดยตรงกับระบบประปา จะช่วยประหยัดพื้นที่ที่มีค่าสำหรับการใช้งานอื่น ๆ     3. 🔇 การทำงานที่เงียบ (Quiet Operation) ปั๊มหมุนเวียนแบบอินไลน์  เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการทำงานที่มีเสียงเงียบมาก เนื่องจากได้รับการออกแบบด้วยเทคโนโลยีการลดเสียงรบกวนขั้นสูง การทำงานที่เงียบของปั๊มเหล่านี้เหมาะกับทั้ง ที่อยู่อาศัย  และ อาคารเชิงพาณิชย์  ที่ต้องการความสงบในการพักผ่อนหรือทำงาน เช่น โรงแรม, อพาร์ทเมนต์ หรือสำนักงาน ทำให้มั่นใจได้ว่าเสียงปั๊มจะไม่รบกวนผู้ใช้งาน   4. 🎚️ การควบคุมการไหลที่แม่นยำ (Precise Flow Control) ด้วยการใช้ระบบควบคุมขั้นสูง เช่น ไดรฟ์ความถี่ผันแปร ( VFDs  ในรุ่น Inverter) ทำให้ ปั๊มน้ำแบบ In-Line  มีการควบคุมการไหลที่แม่นยำสูง ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับอัตราการไหลของของเหลวตามความต้องการได้ เพิ่มประสิทธิภาพระบบ:  การควบคุมการไหลที่แม่นยำนี้ช่วยให้มั่นใจว่าปริมาณของเหลวที่เหมาะสมจะถูกส่งในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ลดความเสี่ยงความเสียหาย:  ช่วยลดความเสี่ยงของความเสียหายต่ออุปกรณ์และส่วนประกอบต่าง ๆ ในระบบ เช่น ระบบทำความเย็นที่ต้องการการหมุนเวียนน้ำหล่อเย็นในปริมาณที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ   5. 💪 ความน่าเชื่อถือและความทนทาน (Reliability and Durability) ปั๊มหมุนเวียนแบบอินไลน์ LEO  ถูกสร้างขึ้นโดยเน้นด้านความน่าเชื่อถือและความทนทานสูงสุด: ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง เช่น สแตนเลส  และเหล็กหล่อ ซึ่งทนต่อการกัดกร่อนและการสึกหรอ การออกแบบด้วยส่วนประกอบที่แข็งแกร่งและเทคโนโลยีการปิดผนึกขั้นสูงช่วยป้องกันการรั่วไหล ทำให้มีประสิทธิภาพการใช้งานในระยะยาว   6. 🔄 ความอเนกประสงค์ (Versatility) ความโดดเด่นของปั๊ม In-Line คือสามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย: ระบบทำความร้อน/ทำความเย็น:  ใช้หมุนเวียนน้ำร้อนผ่านหม้อน้ำ หรือหมุนเวียนน้ำเย็นผ่านเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ทำความเย็นอื่น ๆ ระบบน้ำประปา:  ใช้รักษาการไหลของน้ำให้มีความต่อเนื่องไปยังอุปกรณ์ที่ติดตั้งและเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในบ้านหรืออาคาร อุตสาหกรรม:  ใช้ในการถ่ายโอนของเหลว เช่น สารเคมี, น้ำมัน, และก๊าซ   7. 🌱 ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Friendliness) ปั๊มหมุนเวียนแบบอินไลน์  เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากช่วย ลดการใช้พลังงาน  และการปล่อยคาร์บอน ด้วยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง จึงช่วยลดความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลและแหล่งพลังงานที่ไม่หมุนเวียนอื่น ๆ                 8. 💰 ความคุ้มค่าในระยะยาว (Cost-Effectiveness) แม้ว่าต้นทุนเริ่มต้นของ ปั๊มน้ำแบบอินไลน์  อาจสูงกว่าปั๊มทั่วไปเล็กน้อย แต่ความคุ้มค่าในระยะยาวนั้นสูงกว่ามาก ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (เนื่องจากประสิทธิภาพสูง) ประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการเปลี่ยนอุปกรณ์ (เนื่องจากความทนทาน) Leo LPP In-Line pump ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • ท่อ PVC สีต่างๆ เป็นอย่างไร ? ใช้ทำอะไรบ้าง ?

    ท่อ PVC ท่อ PVC มีกี่ประเภท? อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญสำหรับการติดตั้งปั๊มน้ำก็คือ “ท่อประปา” นั่นเอง การติดตั้งปั๊มน้ำต้องเลือกท่อประปาให้ถูกต้อง การติดตั้งปั๊มน้ำนั้น ท่อส่วนใหญ่ที่ใช้ก็จะเป็นเป็นท่อ PVC (Polyvinyl Chloride) ซึ่งก็คือ ท่อที่ทำมาจากวัสดุโพลิไวนิลคลอไรด์ เป็นท่อที่มีความยืดหยุ่นและคงทนต่อการใช้งาน น้ำหนักเบา นิยมใช้ในงาน ระบบประปา ระบบร้อยสายไฟฟ้า ระบบระบายน้ำทิ้ง แต่ทว่าท่อประปา PVC นั้นมีหลายสี แตกต่างกันไปตามการใช้งาน ซึ่งแต่ละสีนั้นก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ซึ่งบทความนี้เราจะมาดูกันว่าท่อ PVC สีต่างๆต่างกันอย่างไรและใช้ทำอะไรกันบ้างครับ 1.ท่อสีฟ้า  ท่อ PVC สีฟ้า ท่อ PVC สีฟ้านั้น ใช้สำหรับน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค เป็นน้ำดื่ม และใช้ในระบบงานประปาภายในอาคาร *ท่อ PVC สีฟ้า เป็นท่อที่เหมาะกับการติดตั้งกับปั๊มน้ำมากที่สุด มีข้อดีคือน้ำหนักเบา หาง่าย ติดตั้งไม่ยาก ราคาไม่แพง อายุการใช้งานไม่เกิน20ปี เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับการเดินงานประปาและไฟฟ้าภายในบ้าน อาคารขนาดกลาง อาคารสูง และเฉพาะท่อสีฟ้าที่มีการแบ่งชั้นระดับความหนา(แรงดัน) โดยท่อประปาสีฟ้าแบ่งออกเป็น ชั้น5 ชั้น 8.5 ชั้น13.5 ส่วนอุปกรณ์ข้อต่อแบ่งออกเป็น2ระดับ ได้แก่ บาง(ชั้น8.5) และหนา(ชั้น13.5) ท่อน้ำที่เป็นดื่มหรือใช้ในห้องน้ำควรใช้เป็นชั้น 13.5เนื่องจากตัววัสดุต้องรับแรงดันตลอดเวลาเพราะเป็นท่อที่ออกจากปั๊มน้ำ ส่วนงานน้ำทิ้งไม่มีแรงดันภายในท่อ สามารถเลือกใช้ชั้น 8.5 หรือ 5 ตามความเหมาะสม 2. ท่อสีเขียว ท่อ PVC สีเขียว ท่อ PVC สีเขียว เป็นท่อทำจากวัสดุ PP-R (Polypropylene Random Copolymer) เหมาะสำหรับงานประปาโดยเฉพาะ ข้อดีคือ ไม่รั่วซึมและอายุการใช้งานยาวนานประมาณ 25 ปี เป็นอย่างน้อย ส่วนข้อเสียก็คือ ราคาสูงกว่าท่อพลาสติกชนิดอื่น ตัววัสดุบิดโค้งได้มากกว่า PVC แต่น้อยกว่า PE ส่วนมากนิยมใช้ในบ้าน อาคารขนาดกลาง อาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็นประเภทท่อน้ำเย็นและน้ำร้อน สามารถใช้แทนท่อทองแดงในงานเดินน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นจากเครื่องทำน้ำร้อนได้ สำหรับที่อยู่อาศัย เช่น บ้านและอพาทเม้นท์ นิยมใช้ในงานเดินท่อประปาน้ำดี ส่วนท่อน้ำทิ้งขนาดใหญ่ไม่นิยมใช้เนื่องจากราคาและความยากในการติดตั้ง ซึ่งจะต้องใช้ความร้อนในการติดตั้ง โดยผู้ทำการเชื่อมต้องมีเครื่องเชื่อมความร้อนเฉพาะสำหรับท่อประเภทนี้ 3. ท่อสีเหลือง ท่อ PVC สีเหลือง ท่อ PVC สีเหลือง หรือท่อร้อยสายไฟสีเหลือง  ทำด้วยสาร Poly Vinyl Chlorides (PVC) และเติมด้วยสาร Plasticizer เพื่อให้ท่อ PVC สีเหลืองเกิดการอ่อนตัว หรือ Flexible ซึ่งทำให้สามารถดัดงอได้สะดวก ผลิตตามมาตรฐาน มอก.216-2524 ชั้นคุณภาพ 1 เป็นมาตรฐานท่อพีวีซีแข็ง สำหรับใช้ร้อยสายไฟและสายโทรศัพท์ ข้อดีของท่อ pvc สีเหลือง คือ มีความปลอดภัยเพราะเป็นฉนวนกันไฟฟ้า ไม่อันตรายเมื่อเกิดไฟรั่ว ไม่ติดไฟเมื่อมีเหตุเพลิงไหม้ น้ำหนักเบา ติดตั้งง่ายทั้งบนฝ้าหรือในผนัง ดัดงอได้ถึง 90 องศา เพราะมีการเติมสาร Plasticizer ที่เพิ่มความยืดหยุ่นและยังทำให้ทนต่อแรงกระแทกหรือน้ำหนักกดทับได้อีกด้วย รวมถึงมีอุปกรณ์ข้อต่อและท่อโค้งสำหรับการเข้ามุมหรือเปลี่ยนทิศทาง มีทั้งแบบหนาและแบบบางให้เลือกใช้ 4. ท่อสีขาว ท่อ PVC สีขาว ท่อ PVC สีขาว ลักษณะการใช้งานนั้นจะเหมือนท่อสีเหลือง แต่ใช้งานได้หลากหลายกว่า เพราะสามารถโค้งงอได้มากกว่า เน้นดีไซน์คุมโทน ใช้สำหรับงานร้อยสายไฟ สายโทรศัพท์ เดินลอยผนังภายในอาคาร มีความกลมกลืนกับผนังเป็นอย่างดี แต่ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานไทยมารองรับ จึงทำให้หาซื้อยาก บางโรงงานทำความยาวสี่เมตร บางโรงงานก็ทำสามเมตร แต่โดยรวมแล้วส่วนมากจะดูมาตรฐานของญี่ปุ่น หรือ JIS นั่นเอง ภายหลังคนเริ่มนิยมนำท่อ PVC สีขาวมาใช้ในการเกษตรบางประเภท โดยปกติแล้วคนจะใช้ท่อ PVC สีฟ้าเพราะมีราคาถูก แต่ท่อ PVC สีฟ้าจะดูดแสง UV มากกว่าท่อ PVC สีขาว จึงทำให้ท่อเปราะง่าย ทำให้ตัวเลือกของคนทำเกษตรคือซื้อท่อ PVC สีฟ้าแล้วนำมาทาสีขาวเอง หรือจ่ายเงินมากหน่อยเพื่อซื้อท่อ PVC สีขาวแทน ซึ่งท่อ PVC สีขาวนั้นจะมีราคาสูงกว่า 20-30% และไม่มีขนาดใหญ่ รวมถึงหาซื้อยากกว่าอีกด้วย 5. ท่อสีเทา ท่อ PVC สีดำ ท่อ PVC สีเทา  ใช้ในงานท่อน้ำทิ้ง การเลือกใช้สีเทาเพื่อเป็นการบ่งบอกให้ผู้รับเหมารู้ว่าน้ำที่ผ่านท่อสีนี้ไม่สามารถทานหรือใช้การได้ โดยท่อ PVC สีเทานั้น จะเป็นท่อบาง ทนแรงดันน้ำได้น้อย และมีราคาถูกกว่าท่อสีฟ้าอยู่มากพอสมควร ภายหลังคนเริ่มนิยมนำท่อ PVC สีฟ้าราคาถูก มาใช้งานแทนท่อ PVC สีเทาบ้าง เนื่องจากหาซื้อได้ง่ายกว่าและยังมีความทนทานมากกว่าอีกด้วย ซึ่งหากท่านใด เกิดความสงสัยว่าท่อแต่ละอย่างใช้แทนกันได้หรือไม่ สิ่งที่แนะนำก็คือ ไม่แนะนำให้ใช้งานแทนกัน เนื่องจากว่าผู้รับเหมาหรือเจ้าของโครงการ จะต้องเลือกคุณภาพท่อ PVC ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ความหนาหรือความทนทานควรจะเท่ากัน และผู้ผลิตท่อ PVC จะไม่รับรองคุณภาพให้ ถ้าผู้รับเหมาใช้แล้วท่อแตกหรือท่อ PVC มีปัญหาภายหลังผู้รับเหมาก็จะไม่สามารถหาคนมารับผิดชอบได้ การวางระบบท่อในการติดตั้งปั๊มน้ำ  สิ่งสำคัญที่สุดของท่อที่จะใช้ใน การติดตั้งปั๊มน้ำ ควรเลือกท่อที่ได้รับมาตรฐาน มอก. สำหรับท่อ PVC ที่สมบูรณ์และมีมาตรฐานของ มอก.จะสามารถรับแรงดันได้อยู่ที่ 8.5 บาร์ ไม่ว่าปั๊มวัตต์สูงแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้ท่อแตกได้นั่นเอง  การติดตั้งท่อกับ ตัวปั๊ม ควรติดตั้งในระดับเดียวกัน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ท่อแตกร้าวได้ ท่อดูดและท่อจ่ายน้ำของปั๊มควรมีขนาดที่เท่ากัน หากเล็กหรือใหญ่เกินไปจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของปั๊มน้ำลดลง การติดตั้งปั๊มน้ำควรเลือกใช้งานท่อประปาให้ถูกสี ถูกประเภท และถูกขนาด รวมถึงการวางระบบท่อที่ถูกต้อง เพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพของตัวปั๊มน้ำ รวมถึงความปลอดภัยในการใช้น้ำและไฟฟ้าด้วย บทความรู้เรื่องปั๊มน้ำอื่นๆ คลิก   ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • ปัญหาและอันตรายจากน้ำบาดาล มีอะไรบ้าง?

    ปัญหาอันตรายน้ำบาดาล มีอะไรบ้าง? ปัญหาน้ำบาดาล ปัญหาและอันตรายจากน้ำบาดาล ที่พบในปัจจุบัน ถือเป็นปัญหาที่เป็นอันตรายเป็นอย่างมาก หากไม่ได้รับการบำบัดหรือผ่านการกรองก่อนที่จะนำไปอุปโภค บริโภค อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยกันได้เลยทีเดียว ปัจจุบันคนหันมาสนใจการใช้น้ำบาดาลจากธรรมชาติกันมากขึ้น รวมถึงมีหลายคนเข้าใจว่าน้ำบาดาลนั้นสะอาดสามารถนำมาใช้บริโภคได้เลยซึ่งไม่ถูกเสมอไป ถึงแม้ว่าน้ำบาดาลจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่สะอาด แต่ก็เป็นอันตรายต่อมนุษย์หากบริโภคเข้าไปเช่นกัน หากไม่ได้รับการกรองหรือบำบัดเสียก่อน ดังนั้นในปัจจุบันเราจึงนิยมติดตั้งเครื่องกรองน้ำบาดาล เพื่อทำให้น้ำสามารถนำมาใช้ในการอุปโภค บริโภคได้อย่างมั่นใจว่าปลอดภัย ปราศจากสิ่งที่อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังต่อไปนี้ ปัญหาน้ำบาดาล ปัญหาและอันตรายจากน้ำบาดาล ที่มักพบเจอกันบ่อย 1.พบซากพืช ซากสัตว์ปนอยู่ในน้ำบาดาล เนื่องจากน้ำบาดาล เป็นแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งในบางจุดก็อาจมีการทับทมกันของซากพืชและซากสัตว์ แน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อน้ำบาดาลเป็นอย่างมาก อาจทำให้น้ำบาดาลมีกลิ่น และหากมีการนำน้ำบาดาลที่ยังไม่ได้ผ่านระบบการบำบัดหรือกรองแล้ว ไปใช้ในการอุปโภค บริโภค อาจไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพได้ 2.ปัญหาการปะปนของเศษหิน กรวด น้ำบาดาลเป็นน้ำที่เกิดจากการทับทมของชั้นดิน หิน และทรายหลายชั้น จึงไม่แปลกที่จะมีการเศษหิน ดิน ทราย หรือกรวดต่าง ๆ ผสมอยู่ แต่การที่น้ำบาดาลมีเศษหิน เศษกรวดผสมอยู่ ก็แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไหร่ เนื่องจากเศษหิน กรวด ดิน ทรายพวกนี้จะทำให้น้ำบาดาลมีเศษตะกอนและส่งผลทำให้น้ำขุ่น อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และอาจรวมถึงการส่งผลเสียต่อปั๊มน้ำบาดาลได้ด้วยเช่นกัน คลิกอ่านเพิ่มเติม : ระบบกรองน้ำบาดาล คืออะไร มีวิธีการกรองปรับสภาพน้ำอย่างไรบ้าง ให้ใช้อุปโภค-บริโภคได้แบบไม่เป็นอันตราย 3.มีค่าสนิมเหล็กเจือปน น้ำบาดาลถือเป็นแหล่งน้ำที่เกิดเองตามธรรมชาติที่มีค่าสนิมเหล็กสูง จึงทำให้น้ำบาดาลส่วนใหญ่มีกลิ่นสนิมเหล็ก และหากมีค่าสนิมเหล็กที่สูงมาก ๆ น้ำบาดาลก็อาจจะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง ดังนั้นการติดตั้งระบบกรองน้ำบาดาลจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยการช่วยบำบัดและลดค่าสนิมเหล็กที่ผสมเจือปนอยู่กับน้ำบาดาลได้ 4.มีค่า Ph ไม่เป็นกลาง น้ำที่ใช้ในการอุปโภค บริโภค ควรจะมีการปรับค่า Ph ให้เป็นกลางเพื่อที่จะได้สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย ซึ่งน้ำบาดาลแต่ละจุด แต่ละพื้นที่นั้นจะมีค่า Ph หรือค่ากรดด่างไม่เท่ากัน การติดตั้งระบบกรองน้ำบาดาลจึงเป็นระบบที่จะเข้ามาช่วยปรับระดับความสมดุลให้กับน้ำดาลให้มีค่า Ph เป็นกลาง เพื่อให้สามารถใช้งานรวมถึงบริโภคได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 5.มีหินปูนผสมอยู่ น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำที่มีหินปูนผสมเจือปนอยู่ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย เมื่อใช้ในการบริโภคจะทำให้เกิดความกระด้างคอ ซึ่งเมื่อบริโภคเข้าไปเป็นจำนวนมากหรือในระยะยาวนั้น อาจจะผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้นเราจึงต้องทำการกรองหรือบำบัดน้ำบาดาลก่อนจึงสามารถนำมาบริโภคได้ 6.มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายผสมอยู่ สารเคมีหรือสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ที่ผสมเจือปนอยู่ในน้ำบาดาลนั้น มีอยู่หลายชนิดมาก ไม่ว่าจะเป็นสารตะกั่ว สารปรอท ทองแดง ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสารที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งหากพบว่าน้ำบาดาลมีสารเหล่านี้เจือปนอยู่ ต้องรีบนำน้ำบาดาลเข้ารับการบำบัดในทันที เพราะหากนำไปใช้ในการอุปโภค บริโภค โดยไม่ผ่านการกรองหรือบำบัดก่อน ก็อาจส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ 7.มีสารละลายในน้ำเยอะเกินไป ในน้ำบาดาลบางจุดนั้นมีสารละลายในน้ำที่มากเกินกว่าที่มาตรฐานที่กำหนดไว้ ทำให้โรงงานอุสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำบาดาลนั้น ต้องมีการนำน้ำบาดาลไปผ่าน ระบบการกรองน้ำ ใ ห้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อที่จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของอาหาร รวมถึงสุขลักษณะของผู้บริโภคอีกด้วย cr.ts ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • น้ำบาดาล คืออะไร ดื่มได้ไหม ?

    น้ำบาดาล คืออะไร ดื่มได้ไหม น้ำบาดาลเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายทั้งในด้านอุปโภคและบริโภค ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในทุกภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงหลายท่านอาจยังไม่แน่ใจว่า "น้ำบาดาล คืออะไร ดื่มได้ไหม" น้ำบาดาล (Groundwater) คือ น้ำใต้ดินที่ถูกกักเก็บและสะสมอยู่ภายในช่องว่างและรอยแตกของชั้นหินและชั้นดินตะกอนลึกลงไปใต้พื้นดิน ซึ่งมีจุดกำเนิดจากหยาดน้ำฟ้า (Precipitations) หรือน้ำในบรรยากาศ (Atmospheric Water) ได้แก่ น้ำฝน หิมะ เมฆหมอก และไอน้ำ ที่ตกลงสู่ผืนดินจนกลายเป็นน้ำผิวดิน (Surface Water) และให้กำเนิดแม่น้ำ ลำคลอง รวมถึงมหาสมุทร และในทางกลับกันน้ำผิวดินและน้ำในดินก็สามารถระเหยกลับไปเป็นหยาดน้ำฟ้าหรือน้ำในบรรยากาศอีกครั้งเมื่อถูกแสงแดดแผดเผา ซึ่งเป็นการหมุนเวียนของน้ำในธรรมชาติที่เรียกว่า “วัฏจักรน้ำ” (Hydrologic Cycle) นั่นเอง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อน้ำใต้ดิน ระยะเวลาในการตกลงมาของฝนหรือหยาดน้ำฟ้าชนิดต่าง ๆ ความลาดชันของพื้นที่และชั้นหิน ความพรุนของเนื้อดินและชั้นหินนั้น ๆ รวมถึงรูปร่าง ขนาด การวางตัวของหิน และเศษแร่ที่ประกอบตัวกันเป็นชั้นหินใต้พื้นดิน ความสามารถในการยอมให้น้ำซึมผ่านของดินและชั้นหินนั้น ๆ เนื่องจากน้ำใต้ดินมาจากการสะสมของน้ำในบรรยากาศและการไหลของน้ำบนภาคพื้นดิน น้ำบาดาลจึงเป็นแหล่งน้ำที่อาจต้องใช้เวลาในการเกิดหรือการสะสมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานนับร้อยนับพันปีการที่มนุษย์เราสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลในทุกวันนี้ อาจเป็นสาเหตุของการสูญเสียแหล่งน้ำบาดาลไปอย่างถาวรเมื่อน้ำใต้ดินถูกสูบน้ำออกมาใช้จนหมดหรือถูกนำออกมาใช้ในปริมาณที่มากมายเกินอัตราการเติมเต็มจากธรรมชาติ ภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมโดยรอบในบริเวณดังกล่าวอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง เช่น การทรุดตัวลงของแผ่นดิน การแทรกซึมเข้ามาของน้ำทะเล และความแห้งแล้ง เป็นต้น นอกจากนี้การทิ้งขยะและน้ำเสียลงสู่พื้นดินหรือลงสู่แม่น้ำลำคลองโดยตรงจากแหล่งชุมชน,โรงงานอุตสาหกรรม ,หรือจากการทำเกษตรกรรม ล้วนส่งผลต่อคุณภาพของแหล่งน้ำใต้ดิน เมื่อสารเคมีเหล่านี้ซึมลึกลงไปใต้พื้นดินจนถึงชั้นน้ำบาดาล อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศของโลกอีกด้วย น้ำบาดาล คืออะไร ดื่มได้ไหม น้ำบาดาลดื่มได้ไหม? กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ระบุว่า “น้ำบาดาล” เป็นน้ำที่ถูกกรองตามธรรมชาติ บางแห่งมีคุณภาพน้ำดี สามารถใช้ดื่มได้ทันที แต่บางแห่งอาจจะมีปริมาณแร่ธาตุสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่ม จำเป็นต้องตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพของน้ำบาดาล เพื่อให้ทราบวิธีปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนนำไปใช้ประโยชน์ใด ๆ กรมควบคุมโรคได้ให้คำแนะนำว่า น้ำบาดาล คือ น้ำใต้ดินซึ่งอาจเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคและสิ่งสกปรก เช่น กรณีที่แหล่งน้ำอยู่ใกล้จุดขยะหรือบ่อบําบัดน้ำเสีย และขยะบางประเภทอาจรวมกับน้ำแล้วซึมลงชั้นน้ำใต้ดิน หรือบางครั้งการใช้ ปั๊มน้ำบาดาล สูบน้ำขึ้นมานั้น อาจเกิดการปนเปื้อนในระหว่างการเดินทางได้ ดังนั้นจึงควรต้มน้ำก่อนนำมาดื่มเสมอ (โดยเฉพาะในช่วงที่มีภาวะน้ำท่วม) และน้ำก่อนต้มนั้นควรเป็นน้ำที่ใสสะอาด ผ่านการกรองหรือแกว่งสารส้มและทําให้ตกตะกอนแล้ว นำมาต้มให้เดือดนาน 5-10 นาทีเพื่อทําลายเชื้อโรคและลดความกระด้างของน้ำ หรือหากไม่สามารถต้มน้ำดื่มได้ ให้เติมคลอรีน หรือไอโอดีน ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม คือ คลอรีน 2 หยดต่อน้ำ 1 ลิตร หรือเติมไอโอดีน 5 หยดต่อน้ำ 1 ลิตร ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที และนําน้ำที่ผ่านกระบวนการทําให้สะอาดแล้วใส่ภาชนะที่สะอาด ปิดฝาให้สนิท เพื่อป้องกันการปนเปื้นของเชื้อโรคและสิ่งสกปรก หรือเราสามรถดื่มน้ำบาดาลได้โดยผ่านการกรองจากเครื่องกรองเสียก่อน เช่น เครื่องกรองน้ำระบบ RO ที่มีความละเอียดในการกรองสูง เครื่องกรองน้ำระบบ RO (Reverse Osmosis) เป็นระบบกรองน้ำที่มีความละเอียดในการกรองสูงถึง 5 ขั้นตอน ทำงานโดยใช้เยื่อเมมเบรนในการกรองน้ำแบบออสโมซิสย้อนกลับผ่าน ซึ่งเยื่อเมมเบรนนี้ทำมาจากใยสังเคราะห์เซลลูโลสที่มีความสามารถในการกรองละเอียดถึง 0.0001 ไมครอน ทำให้สารละลายที่มีขนาด 50 – 0.0002 ไมครอน ไม่ว่าจะเป็นโลหะหนัก, สารเคมีจากปุ๋ยและยาฆ่าแมลง, ผงซักฟอกและแบคทีเรียต่าง ๆ เล็ดลอดเข้ามายังเยื่อกรองไม่ได้และจะถูกกำจัดออกจากระบบทันที น้ำที่ได้จากเครื่องกรองน้ำประเภทนี้จึงเป็นน้ำบริสุทธิ์เท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าน้ำที่นำมากรองจะมาจากแหล่งน้ำไหนก็ตาม เครื่องกรองน้ำระบบ RO สามารถกรองให้สะอาดและดื่มได้แน่นอน "การเริ่มต้นธุระกิจน้ำดื่ม RO คลิก " ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand cr : กรมทรัพยากรน้ำบาดาล/กรมควบคุมโรค/จาปิน

  • การเลือกปั๊มน้ำเกษตรให้ประหยัดงบและเหมาะกับงาน

    เลือกปั๊มน้ำเกษตร ปั๊มน้ำถูกใช้ทั่วโลกเพื่อจ่ายน้ำสำหรับใช้ใน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และที่อยู่อาศัย ปั๊มน้ำยังใช้ในการเคลื่อนย้ายน้ำเสียในโรงบำบัดน้ำเสีย ปั๊มน้ำสมัยใหม่ส่วนใหญ่มักใช้ไฟฟ้า แต่แหล่งพลังงานอื่นๆ ก็ใช้เช่นกัน เช่น เครื่องยนต์ดีเซล หรือเบนซิน ในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถจ่ายพลังงานให้แก้ปั๊มน้ำได้ด้วย สำหรับการ เลือกปั๊มบ้าน เลือกตามการใช้งานของบ้านนั้นๆ แต่การเลือกปั๊มน้ำสำหรับอาชีพเกษตรกร ต้องคำนึงถึงปัจจัยอีกหลายอย่าง เพื่อเลือกปั๊มน้ำเกษตรให้ประหยัดงบ คือ อัตราการไหล และแรงม้า วัสดุที่ทนต่อสภาพอากาศที่จำเป็นสำหรับการใช้งานแบบเปิดโล่ง ประเภทมอเตอร์ หรือ เชื้อเพลิงที่ใช้ : ไฟฟ้า แก๊ส ดีเซล ไฮโดรลิค หรือแมนนวล กำลังของปั๊ม ตามการใช้งานที่ต้องการ การเลือกขนาดปั๊มน้ำ ความเหมาะสมของสถานที่ตั้ง เพื่อความสะดวก ปลอดภัย ใช้งานยาวนาน สิ่งที่ควรทำก่อนการติดตั้ง เพื่อทำให้ปั๊มน้ำใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ศึกษาข้อมูลและคู่มือก่อนการติดตั้งให้ดี การติดตั้ง - ซ่อม ควรทำโดยช่างที่มีความรู้ ความชำนาญ ตัดไฟฟ้าก่อนทำการติดตั้ง เพื่อความปลอดภัย ติดตั้งเบครเกอร์ เพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการซ่อมบำรุง สายไฟต้องรองรับกระแสไฟฟ้าที่ใช้กับปั๊มได้ ต้องติดตั้งเข้ากับถังเก็บน้ำ ( การต่อตรงท่อประปาผิดกฏหมาย ) ติดตั้งในที่ร่ม ป้องกันการโดนฝนหรือน้ำท่วมขัง ติดตั้งให้ห่างจากผนังอย่างน้อย 10 ซม. และอยุ่บนฐานตั้ง เพื่อไม่ให้มีน้ำขัง และให้อากาศถ่ายเทได้ รวมถึงง่ายต่อการ ซ่อมบำรุง ติดตั้งท่อน้ำควรระวังเรื่องเศษวัสดุและสิ่งสกปรกต่าง ๆ เข้าไปในท่อ ซึ่งจะทำให้การทำงานขัดข้อง ข้อควรระวัง หลีกเลี่ยงการใช้สูบของเหลวที่ไม่ใช่น้ำ เช่น น้ำมัน, สารเคมี, โคลน, และทราย ในการติดตั้งปั๊มน้ำควรต่อสายดินด้วย หลีกเลี่ยงการใช้ท่ออ่อน , สายยางสำหรับท่อดูดหรือท่อจ่าย เพื่อป้องกันท่อตีบหรือบิดงอ ไม่ควรใช้งานเกินกำลังหรือประสิทธิภาพของปั๊มน้ำที่กำหนดมา เนื่องจากปั๊มอาจจะเกิดความเสียหายในการใช้งานได้ หลีกเลี่ยงการให้ปั๊มโดนน้ำหรือฝนสาด เนื่องจากจะทำให้อายุการใช้งานของปั๊มน้ำสั้นลง ท่อดูดจะต้องใส่ฟุตวาล์ว (หัวกะโหลก) เพื่อไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับจนต้องทำการล่อน้ำใหม่ และอาจจะใส่ตัวกรองน้ำร่วมด้วย ปลายท่อดูดที่จมอยู่ในน้ำควรห่างจากก้นบ่อและผนังข้างบ่อไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางท่อดูด แหล่งเก็บน้ำ น้ำจะต้องไม่แห้ง ซึ่งจะทำให้ปั๊มน้ำเกิดความเสียหายได้ หลีกเลี่ยงการต่อท่อหลายทาง หรือมีข้อต่อเยอะ เนื่องจากจะสูญเสียอัตรากำลังการส่งน้ำได้ ปั้มน้ำที่นิยมสำหรับชาวสวนหรือเกษตรกร นิยมใช้แบบปั๊มหอยโข่ง ซึ่งอาจขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ตามความเหมาะสม เช่น ปั๊มน้ำขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 2HP(แรงม้า) จะให้น้ำเฉลี่ย 25,000-30,000 ลิตร/ชั่วโมง ปั๊มน้ำขับด้วยเครื่องยนต์ แบบใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 5-7HP(แรงม้า) หรือแบบใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 8-12HP (แรงม้า) จะให้น้ำเฉลี่ย 20,000-50,000 ลิตร/ชั่วโมง แล้วแต่อัตราเร่ง ปั๊มหอยโข่ง ปั๊มหอยโข่งทั้งหมดมีใบพัดที่ขับเคลื่อนด้วยเพลา โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ 1750 หรือ 3500 รอบต่อนาที พิจารณาจากอัตราการไหล ซึ่งบอกปริมาณน้ำ(Quantity – Q) ต่อหน่วยเวลาและแรงดันหรือแรงส่งน้ำ (Head – H) จะบอกความสูงเป็นเมตร ทั้ง Qและ H จะเป็นตัวกำหนดกำลัง(แรง)ของเครื่องสูบน้ำนั้น ๆ ซึ่งอาจจะบอกเป็นวัตต์(W)กิโลวัตต์(KW) หรือแรงม้า(HP) ตัวเลขดังกล่าวจะบอกไว้บน Name Plate บนตัวเรือนปั๊ม สำหรับการเลือกขนาดของปั๊มน้ำ ให้ความสำคัญ 2 ส่วนคือ ปริมาณการจ่ายน้ำ(Q) และ แรงดันน้ำ(H) ปริมาณการจ่ายน้ำ(Q): คือปริมาณน้ำที่ต้องจ่ายในแต่ละครั้ง เช่นถ้าต้องการจ่ายน้ำครั้งละ1โซน Q = 6 ลบ.ม./ชม. แรงดันน้ำ(H): ในพื้นที่ขนาดเล็ก ราบลุ่ม และใช้ท่อเมนไม่เกิน 100 เมตร จะต้องการแรงดันน้ำ H = 25 เมตร ในพื้นที่ซึ่งระยะท่อเมนยาวกว่าปกติ คือมากกว่า 100 เมตร จะต้องเพิ่มค่าแรงดันมาตรฐาน(H=25)ขึ้นอีกเท่ากับ 4 เมตรทุกๆระยะท่อเมน 100 เมตร เช่น ระยะท่อเมน 300 เมตร ดังนั้นแรงดันน้ำที่ต้องการ(H) = 25 + (4*300/100) = 25+12 = 37 เมตร ในพื้นที่เป็นเนินลาดชัน จะต้องเพิ่มค่าแรงดันมาตรฐาน(H=25)ขึ้นอีกเท่ากับระดับความสูงระหว่างพื้นที่กับปั๊มน้ำ เช่น พื้นที่เป็นเนินสูงขึ้น 5 เมตร ดังนั้นแรงดันน้ำที่ต้องการ(H) = 25+5 = 30 เมตร หมายเหตุ 1.ในการเลือกปั๊มน้ำควรเพิ่มค่าแรงดันน้ำ(H)ขึ้นอีก ~30% เพื่อชดเชยแรงดันน้ำที่สูญในระบบ(Head Loss) หน่วยวัดกำลังของมอเตอร์มี 2 ลักษณะ คือ HP(แรงม้า) และ Watt(วัตต์) (โดย 1 HP = 750 W.) ข้อมูลไฟฟ้า จะต้องดูว่าใช้ไฟ กี่โวลต์ (V) ใช้กระแสไฟกี่แอมแปร์(A) ใช้ไฟ 1 เฟตหรือไฟ 3 เฟส เพื่อเลือกเครื่องสูบที่ใช้ไฟฟ้าให้ตรงกับระบบไฟฟ้าของของสถานที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การคำนวณแบบละเอียดและตัวอย่างการคำนวณเพื่อหาขนาดปั๊มน้ำเพื่อใช้ในสวนเกษตรผสมผสาน มีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ร่วมกัน คลิก!! นอกจาก ปั้มหอยโข่งแล้ว ปั๊มที่ชาวเกษตรนิยมใช้กันจะมีดังนี้ ปั๊มบาดาล ปั๊มจุ่ม 1. ปั๊มน้ำซับเมอร์ส (Submersible Pump) จุดเด่นของปั๊มบาดาลคือ “ ปั๊มบาดาล ” เป็นปั๊มที่มีโครงสร้างแน่นหนา ผลิตจากวัสดุที่แข็งแรงทนทาน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการใช้งาน และลดความเสี่ยงในการรั่วซึม “พร้อมกับมาตรฐานจาก International Protection Standard ระดับ IP68 ที่สามารถที่จะป้องกันฝุ่นและมีความสามารถที่จะป้องกันการแทรกซึมของน้ำจากการแช่ตัวอุปกรณ์ในน้ำได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีใบพัดสะบัดทราย ทั้งแบบสแตนเลสและแบบ Noryl“ 2. ไดโว่ ปั๊มจุ่ม ปั๊มแช่ซึ่งเป็นปั๊มประเภทเดียวกัน โดยการนำตัวปั๊มลงไปจุ่มไว้ในน้ำ โดยไดโว่ ปั๊มจุ่ม ปั๊มแช่นี้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือส่วนปั๊ม และส่วนมอเตอร์ ส่วนปั๊มจะมีใบพัด จำนวนหลายใบ พร้อมทั้งมีแกนใบพัดโผล่ออกมาเพื่อใช้ต่อเชื่อมกับส่วนมอเตอร์ เมื่อน้ำถูกสูบเข้ามาในเรือนปั๊มใบพัดแต่ละใบจะผลิตแรงดันเพื่อส่งน้ำออกไป ยิ่งมีจำนวนใบพัดมากเท่าไร ก็จะยิ่งส่งน้ำได้สูงขึ้นเท่านั้น ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • การออกแบบระบบโซล่าเซลล์เพื่อใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน

    ระบบโซล่าเซลล์เพื่อใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน การคำนวณกำลังไฟฟ้า การออกแบบระบบโซล่าเซลล์เพื่อใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อให้สัมพันธ์ต่อการใช้ปริมาณของแผงโซล่าเซลล์จำเป็นอย่างมาก เพื่อการใช้ที่ต่อเนื่องและไม่ทำให้เครื่องไฟฟ้านั้นเสียหาย รวมถึงมีปริมาณการจ่ายไฟที่พอเพียงกับจำนวนชั่วโมงที่ใช้ 1. หาปริมาณแอมป์ I ที่เครื่องไฟฟ้าใช้ x จำนวนชั่วโมงที่ใช้ I ( Amp) = P ( Watt) / V (Voltage) x จำนวนชั่วโมงที่ใช้ 2. เลือกแบตเตอร์รี่ให้มีความจุมากก่วาเครื่องใช้ฟ้าต้องการ ควรเผื่อค่า DOD ของแบตด้วย ( DOD หรือ Dept of Discharge ซึ่งมักจะบอกเป็นรอบ cycle หรือรอบการใช้งานแบตเตอรี่ เทียบกับเปอร์เซ็นต์ความลึกของการใช้งานในแต่ละรอบ) 3. หา P ( Watt) ของแผงโซล่าเซลล์ที่สามารถชาร์ตแบตให้เต็มภายใน 1 วัน ( ชม.ของแดดต่อวัน = 6 ชม.) P ( Watt) = I ( Amp) x V (Voltage) / 6 ( ชม.แดดต่อวัน ) ตารางคำนวณค่า I (Amp) เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยรวมจะกินไฟ 16.36 แอมป์ จึงควรใช้แบต 16 แอมป์ขึ้นไป ดังนั้น จากสูตรข้อ 3 เรานำมาหากำลังไฟฟ้าก็จะได้ P (watt) = 20 x 220 / 6 ได้ 734 watt จากค่าการคำนวณที่ได้มา เพื่อให้สามารถใช้ไฟได้ทั้งกลางวันและกลางคืนจึงต้องใช้แผงขนาดใหญ่กว่าเดิม 2 เท่า คือ 750W จำนวน 2 แผง ( ชาร์ตไฟไปด้วยใช้ไปด้วย ) ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • สอนการคำนวณไฟฟ้าและจำนวนแผงโซล่าเซลล์ ( Solar Cell Calculation )

    คำนวณไฟโซล่าเซลล์ การคำนวณไฟฟ้าและจำนวนแผงโซล่าเซลล์เพื่อการใช้งานที่เหมาะสม 1. ชนิดของแผงโซล่าเซลล์ แผง 6 V. – ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า 5 V. แผง 18 V. – ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า 12 V. แผง 36 V. – ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า 24 V. 2. การคำนวณหาค่า V. ของแผงโซล่าเซลล์ Power (Watt) = I (Ampere) x V (Voltage) I (Ampere) = W (watt) / V (Voltage) หรืออีกอย่าง คือ แผงโซล่าเซลล์จะมีขนาดจำนวน Watt เป็น 1.5 เท่า ของจำนวน Watt เครื่องใช้ไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น ปั๊มน้ำโซล่าเซลล์ ขนาด 220W / 18V. ดังนั้นจึงต้องใช้แผงโซลาเซลล์ 160W/18V = 2 แผงต่อขนานกัน เราก็จะได้ 320W /18V. ตามความต้องการของปั๊มแล้วจ้า ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • ทำความรู้จักกับระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire Pump System)กันจ้า

    ปั๊มดับเพลิง Fire Pump ระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire Pump System) เป็นระบบที่มีความจำเป็นต่อสถานที่ ที่ต้องการความปลอดภัยจากอัคคีภัยอย่างเช่น แหล่งชุมชน ห้างสรรพสินค้าอาคารสูง และหน่วยงานราชการต่างๆระบบปั๊มน้ำดับเพลิงที่มีให้เลือกเหมาะกับงานหลากหลายแบบไม่ว่าจะเป็นระบบขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ส่วนประเภทเครื่องสูบน้ำดับเพลิงตามการติดตั้งนั้นมีด้วยกัน 2 ประเภทคือ 1. แบบแนวนอน (Horizontal) : เหมาะกับการใช้กับแหล่งเก็บน้ำที่เป็นบวก คือ แหล่งเก็บน้ำตั้งอยู่เหนือปั๊มน้ำ ปั๊มดับเพลิงแนวนอน ปั๊มน้ำดับเพลิง 2. แบบแนวตั้ง (Vertical Type) : การติดตั้งปั๊มดับเพลิงแนวตั้งโดยมากใช้กับแหล่งเก็บน้ำที่เป็นลบ คือ ถังเก็บน้ำอยู่ใต้ดินหรืออยุ่ต่ำกว่าปั๊มน้ำนั่นเอง ปั๊มดับเพลิงแนวตั้ง ซึ่งการเลือกลักษณะตามการติดตั้งนั้น ต้องคำนึงถึงระดับน้ำเริ่มต้นที่ใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงดูดและจ่ายออกไปยังระบบ ท่อดับเพลิงด้วย ส่วนขนาดเครื่องสูบน้ำดับเพลิงตามมาตรฐานสากลนั้น มีการกำหนดขนาดของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงได้อย่างชัดเจน ซึ่งในการเลือกใช้จะต้องเลือกให้อยู่ในขนาดที่ระบุไว้ตามตาราง NFPA20 คือ มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงมากที่สุดสำหรับการเลือกใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงและได้รับการยอมรับทั่วโลก ที่มา: NFPA 20 Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection (2003) การเลือกประเภทเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ในการเลือกเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบนอนนั้น ระดับของแหล่งน้ำดับเพลิงจะต้องมีระดับสูงกว่าระดับท่อดูดน้ำของเครื่องสูบน้ำเนื่องจากเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเราจะสามารถใช้น้ำได้ทันที ในกรณีที่ใช้ปั๊มดับเพลิงประเภทแนวนอนซึ่งเป็นปั๊มหอยโข่งนั้น เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเช็ควาล์วนั้นมีปัญหาหรือเปล่าทำให้น้ำย้อนกลับไปยังแหล่งเก็บน้ำหมด ทำให้เราไม่สามารถใช้น้ำดับเพลิงได้ทันท่วงทีในกรณีที่เหิดเหตุฉุกเฉินถ้าเราสูบน้ำจากแหล่งน้ำที่อยุ่ต่ำกว่าตัวปั๊มมาใช้ ระบบปั๊มดับเพลิงแนวนอน การติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบแนวนอน โดยปกติเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบหอยโข่งจะเลือกใช้กับควาต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงที่ไม่เกิน 750 แกลลอนต่อนาทีในกรณีที่มีความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสูงมากกว่า 750 แกลอนต่อนาทีควรเลือกใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบอื่น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบแนวตั้ง ในกรณีที่แหล่งน้ำดับเพลิงมีระดับน้ำต่ำกว่าระดับท่อดูดน้ำของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงจะต้องทำการเลือกเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเป็นแบบตั้ง ( Vertical Type ) โดยการออกแบบและติดตั้งจะต้องมีการจัดสร้างตะแกรงกันขยะหรือเศษสิ่งของต่างๆ ที่จะเข้ามาในบ่อน้ำที่ใช้สำหรับการดูดน้ำของเครื่องสูบน้ำดับเพลิง รวมทั้งการติดตั้งตัวกรอง (Strainer) ไว้ที่ปลายของท่อดูดเสมอเครื่องสูบน้ำดับเพลิงรักษาแรงดันในระบบ ( Jocky Pump ) โดยปกติเป็นเครื่องสูบน้ำที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นต้นกำลังหน้าที่ของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงรักษาแรงดันนี้ คือการเติมน้ำทดแทนน้ำส่วนที่อาจมีการรั่วซึมออกไปจากระบบท่อน้ำดับเพลิง โดยเครื่องสูบน้ำนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อแรงดันภายในระบบท่อน้ำดับเพลิงลดลงจากระดับที่กำหนดไว้ และเมื่อมีการเติมน้ำอยู่ในระดับปกติแล้ว เครื่องสูบน้ำนี้จะหยุดเองโดยอัตโนมัติเช่นกัน ห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงจะต้องมีเส้นทางการเข้าออกที่ปลอดภัยและสามารถเข้าได้โดยสะดวกตลอดเวลา ตำแหน่งของห้องควรจะอยู่ในพื้นที่ ที่มีการระบายอากาศได้ดี และไม่มีน้ำท่วมขัง ผนังห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงจะต้องมีอัตราการทนไฟได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง การติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบแนวตั้ง ส่วนประกอบสำคัญของปั๊มน้ำดับเพลิง 1. เครื่องสูบน้ำรักษาแรงดัน ( Jockey Pump ) คือ เครื่องสูบน้ำแรงดันสูง โดยทั่วไปจะทำงานเป็นตัวควบคุมอัตโนมัติ ของปั๊มดับเพลิง ทำงานเป็นตัวควบคุมอัตโนมัติของปั๊มดับเพลิง ซึ่งหน้าที่ คือ รักษาแรงดันภายในและคอยเติมน้ำ ให้ปั๊มดับเพลิงอยุ่ตลอด เพื่อไม่ให้ปั๊มดับเพลิงเริ่มและหยุดทำงานบ่อยภสยในเวลาอันสั้น ซึ่งจะทำให้ปั๊มดับเพลิง เกิดความเสียหาย หรืออายุการใช้งานสั้นลง 2. เครื่องสูบน้ำดับเพลิง ( Fire Pump ) คือ ปั๊มที่สูบน้ำปริมาณมากใช้คุ่กับเครื่องสูบน้ำรักษาแรงดัน 3. ตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำรักษาแรงดัน ( Jockey Pump Controller ) คือ ระบบไฟเครื่องสูบน้ำดับเพลิง 4. ตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ( Fire Pump Controller ) คือ ระบบไฟของเครื่องสูบน้ำดับเพลิง 5. วาล์วระบายความดัน ( Pressure Relief Valve ) คือ ตัวกระจายน้ำ " สำหรับท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมในการออกแบบระบบและปั๊มน้ำดับเพลิง สามารถติดต่อมาปรึกษา หรือรับการบริการได้ที่ V V " ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • ระบบโซลาร์แบบ On Grid กับ Off Grid ต่างกันอย่างไร?

    โซล่าเซลล์บ้าน การนำแผงโซล่าเซลล์มาใช้เป็นพลังงานในการผลิตไฟฟ้า โดยรูปแบบที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบัน มีทั้ง On Grid และ Off Grid รวมถึงผู้ที่สนใจจะติดตั้งควรเรียนรู้ ทั้งข้อดี และข้อเสียของทั้ง 2 ระบบก่อน เพื่อความคุ้มค่าที่ได้ลงทุนไปและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราลองมาดูกันว่าระบบโซลาร์แบบ On Grid กับ Off Grid ต่างกันอย่างไร 1. On Grid และ Off Grid ใช้ระบบแปลงไฟฟ้า (Inverter) ต่างกัน - โดยระบบ On Grid จะใช้ Grid Tie Inverter เป็นอุปกรณ์แปลงไฟฟ้ามาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งของการไฟฟ้า ทำให้ลดความยุ่งยากในการต้องแยกระบบควบคุม รวมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ด้วย - ส่วนระบบ Off Grid จะใช้ Off Grid Inverter แปลงไฟฟ้าจากกระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC) แต่ไม่สามารถนำมาเชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้าได้ โซล่าเซลล์ 2. On Grid ถ้ามีกระแสไฟฟ้าเกินสามารถขายคืนได้ แต่ Off Grid ไม่สามารถทำได้ ระบบ On Grid สามารถเชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้าได้ หากผลิตไฟฟ้าได้เกินกว่าความต้องการใช้งาน กระแสไฟฟ้าที่เหลือยังสามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้ เป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง แต่สำหรับระบบ Off Grid เป็นระบบที่ผลิตไว้ใช้งานเอง หรือหากผลิตได้เกินก็จะนำไปจัดเก็บในระบบแบตเตอรี่แทน ไม่สามารถนำไปขายคืนได้ 3. On Grid ไม่สามารถใช้ไฟฟ้าเมื่อไฟดับได้ ส่วน Off Grid มีไฟใช้ตลอดในช่วงกลางวัน เนื่องจากการออกแบบของระบบ On Grid นั้น มีการทำงานร่วมกันของระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า 2 ระบบ คือ ไฟฟ้าที่ผลิตจากแผงโซล่าเซลล์ และไฟฟ้าที่มาจากสายส่งของการไฟฟ้า แต่หากเกิดกระแสไฟฟ้าดับ ระบบ On Grid ก็จะดับไปด้วย แม้ว่าระบบโซล่าเซลล์จะยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงกลางวัน เพราะระบบได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันกระแสไฟไหลย้อนกลับ ทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงานซ่อมแซมไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงค่าซ่อมบำรุงรักษาค่อนข้างต่ำ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ ที่จะต้องเปลี่ยนทุก ๆ 2-5 ปีอีกต่อไป ระบบนี้จึงเหมาะกับที่พักอาศัยที่ต้องการประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง ส่วนระบบ Off Grid จะยังสามารถใช้งานไฟฟ้าได้ตลอดในช่วงเวลากลางวัน และมีไฟฟ้าสะสมในแบตเตอรี่ โซล่าเซลล์ 4. Off Grid มีต้นทุนอุปกรณ์ และเงินลงทุนในระบบที่สูงกว่า On Grid เนื่องด้วยระบบ Off Grid จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์จำนวนมากในการเชื่อมต่อกันเป็นระบบ ทั้งแผงโซล่าเซลล์, Inverter, Solar Charger, แบตเตอรี่ จึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการลงทุนที่สูงกว่า ทั้งในการออกแบบ ติดตั้งและดูแลระบบผลิตไฟฟ้ามากกว่าระบบ On Grid จุดเด่นของ ‘Off-grid system’ สามารถใช้ได้ในช่วงเวลากลางคืน หรือในยามฉุกเฉิน เช่น ไฟตก ไฟดับ เพราะเป็นระบบอิสระที่สามารถผลิตพลังงานได้เอง โดยมีหลักการคือ นำประจุไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ แล้วนำไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาใช้งาน ‘Off-grid system’ จึงเป็นที่นิยมใช้ในสถานที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หรือใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ข้อเสียคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ดังนั้น หากติดตั้งระบบ Off-grid system เพื่อใช้งานร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จึงจำเป็นต้องติดตั้งอินเวอร์เตอร์เพื่อทำการแปลงกระแสไฟฟ้าก่อนจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ 5. ระบบ On Grid ต้องจ่ายค่าไฟฟ้ารายเดือน แต่ Off Grid ไม่ต้องจ่าย ถึงระบบ On Grid จะสามารถผลิตไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์มาใช้ได้เอง แต่ยังคงต้องพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากระบบสายส่งของการไฟฟ้า ในกรณีที่แสงแดดน้อย หรือในช่วงฤดูฝน จึงทำให้ยังคงมีรายจ่ายค่าไฟในแต่ละเดือนอยู่ ซึ่งจะลดน้อยลง จาการนำไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์เข้ามาเสริมในช่วงเวลากลางวัน ส่วนระบบ Off Grid เป็นระบบที่ไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับระบบสายส่ง จึงไม่ต้องมีการจ่ายไฟฟ้ารายเดือน ปั๊มโซล่าเซลล์ “ ทั้งนี้ถ้าเป็นการต่อแผงโซล่าเซลล์กับ ปั๊มน้ำ ถ้าปั๊มน้ำเป็นมอเตอร์ AC จำเป็นต้องมี Inverter เพื่อแปลงกระแสไฟ DC จากแผงโซล่าเซลล์ เป็นกระแสไฟ AC เพื่อให้ใช้กับปั๊มน้ำนั้นๆได้ สำหรับการคำนวณแผงและกระแสไฟสำหรับปั๊มน้ำ คลิก “   ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • รู้ไว้ใช่ว่า ก่อนใช้ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์

    ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ การปริมาณการก่อนการติดตั้ง 1. น้ำบาดาล พิจารณาตามความลึกของบ่อ : เลือกขนาด ปั๊มน้ำบาดาล และแผงโซล่าเซลล์ให้สัมพันธ์กับความลึกของบ่อน้ำ พิจารณาจากปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ ปริมาณน้ำ 12 ลบ.ม. / ชม. ( 12,000 ลิตร / ชม ) ที่ความลึก 20 เมตร : 2 HP ที่ความลึก 30 เมตร : 3 HP ที่ความลึก 40 เมตร : 5 HP ที่ความลึก 70-120 เมตร ++ : 7.5 HP ปริมาณน้ำ 9 ลบ.ม. / ชม. ( 9,000 ลิตร / ชม ) ที่ความลึก 20 เมตร : 0.5 HP ที่ความลึก 30 เมตร : 2 HP ที่ความลึก 40 เมตร : 3 HP ที่ความลึก 70-120 เมตร : 5 HP ปริมาณน้ำ 2.7 ลบ.ม. / ชม. ( 2,700 ลิตร / ชม ) ที่ความลึก 20 เมตร : 0.5 HP ที่ความลึก 30 เมตร : 0.75 HP ที่ความลึก 40 เมตร : 1 HP ที่ความลึก 65 เมตร : 1.5 HP ที่ความลึก 90 เมตร : 2 HP ที่ความลึก 120-180 เมตร : 3 HP 2. น้ำผิวดิน พิจารณาความยาวของท่อ การประมาณขนาดมอเตอร์กับท่อน้ำ เช่น ระบบท่อยาว 1000 เมตร ต้องการน้ำที่ 5 ลบ.ม. / ชม. - เดินท่อขนาด 1.5 นิ้ว ต้องใช้กำลังมอเตอร์ขั้นต่ำ 1.5 แรงม้า - ถ้าเดินท่อขนาด 2 นิ้ว ต้องใช้กำลังมอเตอร์ขั้นต่ำที่ 0.75 แรงม้า 3. การเทียบกำลัง ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ กับแผงโซล่าเซลล์ กำลังปั๊มกับแผงโซล่าเซลล์ 4. แผงโซช่าเซลล์ : ปัจจุบันชนิดของแผงโซล่าเซลล์ที่นิยมใช้กันมีอยุ่ 2 แบบ ได้แก่ Mono Crystalline และแบบ Mono Crystalline Mono Crystalline : ประสิทธิภาพการใช้งานเฉลี่ยอยุ่ที่ 15-20 % แต่ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง Poly Crystalline : ประสิทธิภพในการใช้งานฉลี่ยอยุ่ที่ 13-16 % และใช้งานในที่มีอุณหภูมิสูงได้ดี , รวมถึงมีราคาถูกกว่าแบบ Mono Crystalline และหาง่าย 5. การเลือก Inverter ใช้งาน : กำลังขับ (Power) เหมาะสมกับปั๊มน้ำ ระบายความร้อนได้ดี รับแรงดันของแผงได้ มีระดับการป้องกันน้ำและฝุ่น IP55 ขึ้นไป มีระบบ MPPT มีระบบ Hybrid ( ประหยัดพลังงานและใช้งานได้ต่อเนื่อง) สำหรับการเลือก Inverter ปั๊มน้ำ , การคำนวณแผงโซล่าเซลล์และการเผื่อกำลังไฟฟ้า “ คลิก “   ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • การออกแบบระบบน้ำและการเลือกปั๊มน้ำการเกษตร

    การออกแบบระบบน้ำและการเลือกปั๊มน้ำการเกษตร ปั๊มน้ำ ปั๊มน้ำสำหรับการเกษตรนิยมใช้แบบปั๊มหอยโข่ง ซึ่งอาจขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ตามความเหมาะสม เช่น ปั๊มน้ำขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 2HP(แรงม้า) จะให้น้ำเฉลี่ย 25,000-30,000 ลิตร/ชั่วโมง ปั๊มน้ำขับด้วยเครื่องยนต์ แบบใช้เครื่องยนต์เบนซิลขนาด 5-7HP(แรงม้า) หรือแบบใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 8-12HP (แรงม้า) จะให้น้ำเฉลี่ย 20,000-50,000 ลิตร/ชั่วโมง แล้วแต่อัตราเร่ง ทั้งนี้เราสามารถดูรายละเอียดเพื่อคำนวณอัตราต่างๆ ได้จาก Name Plate ของปั๊ม เช่น อัตราการไหลสูงสุด , แรงดัน , แรงม้า เป็นต้น ในการเลือก ปั๊มน้ำเบื้องต้น ถ้าต้องการปริมาณน้ำมาก จะต้องเลือกเครื่องสูบน้ำที่บอกปริมาณน้ำ (Q) ที่มีค่ามากๆ แต่ถ้าต้องการส่งน้ำไปไกลมาก และส่งขึ้นที่สูงต้องเลือกเครื่องสูบน้ำที่บอกค่า H สูง ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นถ้าค่าของ Q มาก ค่าของ H จะต่ำ และถ้าค่า Q น้อย ค่าของ H ก็จะสูง การเลือกขนาดของปั๊มน้ำ ให้ความสำคัญ 2 ส่วนคือ ปริมาณการจ่ายน้ำ(Q) และ แรงดันน้ำ(H) ปริมาณการจ่ายน้ำ(Q): คือปริมาณน้ำที่ต้องจ่ายในแต่ละครั้ง เช่นถ้าต้องการจ่ายน้ำครั้งละ1โซน Q = 6 ลบ.ม./ชม. แรงดันน้ำ(H): ในพื้นที่ขนาดเล็ก ราบลุ่ม และใช้ท่อเมนไม่เกิน 100 เมตร จะต้องการแรงดันน้ำ H = 25 เมตร ในพื้นที่ซึ่งระย การออกแบบระบบน้ำและการเลือกปั๊มน้ำการเกษตร ะท่อเมนยาวกว่าปกติ คือมากกว่า 100 เมตร จะต้องเพิ่มค่าแรงดันมาตรฐาน(H=25)ขึ้นอีกเท่ากับ 4 เมตรทุกๆระยะท่อเมน 100 เมตร เช่น ระยะท่อเมน 300 เมตร ดังนั้นแรงดันน้ำที่ต้องการ(H) = 25 + (4*300/100) = 25+12 = 37 เมตร ในพื้นที่เป็นเนินลาดชัน จะต้องเพิ่มค่าแรงดันมาตรฐาน(H=25)ขึ้นอีกเท่ากับระดับความสูงระหว่างพื้นที่กับปั๊มน้ำ เช่น พื้นที่เป็นเนินสูงขึ้น 5 เมตร ดังนั้นแรงดันน้ำที่ต้องการ(H) = 25+5 = 30 เมตร ** ในการเลือกปั๊มน้ำควรเพิ่มค่าแรงดันน้ำ(H)ขึ้นอีก ~30% เพื่อชดเชยแรงดันน้ำที่สูญในระบบ(Head Loss) การเลือกซื้อปั๊ม 1.รู้รายละเอียดการใช้น้ำ เช่น ถ้าจะติดตั้งสปริงเกอร์ต้องรู้ปริมาณน้ำและแรงดันของสปริงเกอร์แต่ล่ะชนิด เช่น หัวจ่ายน้ำแบบเหวี่ยงรูจ่ายน้ำ4 หมุนจ่ายปริมาณน้ำ 200-400ลิตร/ชั่วโมง หัวฉีดสเปรย์ รูน้ำผ่านขนาด2-3มิลลิเมตร จ่ายปริมาณน้ำ 80-120ลิตร/ชั่วโมง เป็นต้น 2.เลือกปั๊มน้ำ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ปั๊มทะเล/เคมีสำหรับสูบน้ำทะเลหรือเคมี, ปั๊มหอยโข่งสำหรับงานเกษตร,งานสปริงเกลอร์,งานประปาหมู่บ้านหรืองานดับเพลิง , ปั๊มแช่สำหรับงานดูดน้ำบาดาล,น้ำดีหรือน้ำเสีย 3.เลือกขนาดของปั๊ม ในการเลือกปั๊มต้องดูว่าปั๊มสามารถจ่ายปริมาณน้ำได้มากแค่ไหนเพียงพอกับการใช้งานหรือไม่ และที่แรงดันน้ำที่ต้องการ เช่น - ปริมาณน้ำ 280 ลิตร/นาที หรือ 30 m3 / h (ลูกบาศก์เมตร / ชั่วโมง) -แรงดัน5บาร์(10 m=1bar ) ระยะทางส่ง50เมตรเท่ากับ 5บาร์ - ขนาดมอเตอร์ 220 V.หรือ380 V (Volt แรงดันไฟฟ้าที่จ่ายเข้ามอเตอร์) -50 Hz. (Hertz ความถี่ไฟฟ้าที่มอเตอร์ใช้) - 400 W. (Watt กำลังไฟฟ้าที่มอเตอร์ใช้) - 1.6 A. ( Amp กระแสไฟฟ้า ที่มอเตอร์ใช้) ปั๊มหอยโข่งเกษตร ปั๊มหอยโข่งหน้าแปลน ปั๊มหอยโข่ง ตัวอย่างการเลือกปั๊มน้ำการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่ 5ไร่ (8,000 ตารางเมตร) ในที่นี้จะคำนวณระบบเพื่อหาขนาดของปั๊มน้ำ โดยกำหนดว่าเป็นสวนเกษตรผสมผสานมีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ร่วมกัน 1.ปลูกมะนาว 200ต้น ใช้พื้นที่2ไร่ เลือกหัวจ่ายน้ำแบบ มินิสปริงเกอร์ Pro Series Set (หัวมินิสปริงเกอร์ พร้อมขาปัก 40 cm.+สายยาวสายไมโคร พีอี 60 cm.) ท่อแยกเป็นท่อPE 20มิลลิเมตร หัวมินิสปริงเกอร์เป็นแบบกระแทกด้านบนจ่ายน้ำลงมาเป็นรูปกรวยด้านล่าง อัตราการจ่ายน้ำ 70ลิตร/ชั่วโมง(1.16ลิตร/นาที) รัศมี 0.5-1.5เมตร ความต้องการน้ำรวมเป็นเวลา10นาที 1.16ลิตร/นาที x 10 นาที x 200จุด= 2,320ลิตร(232ลิตร/นาที) ระบบน้ำปลูกมะนาวบ่อ 2.ปลูกผักหวานบ้าน ใช้พื้นที่1ไร่ เลือกหัวจ่ายน้ำแบบ สปริง เกอร์ใบ PVC (หูช้าง) ปริมาณน้ำ 360 ลิตร / ชม(6ลิตร/นาที). สวมใน ขนาด 1/2" ลักษณะน้ำกระจายเป็นเม็ดใหญ่กระจายทั่ว มุมน้ำ 45 องศา รัศมีน้ำ 5 เมตรท่อจ่ายน้ำสูง 1เมตร ท่อแยกเป็นท่อ PVC ขนาด1นิ้ว ติดตั้งทั้งหมด 50จุด เปิดน้ำเป็นเวลา 20นาที ความต้องการน้ำรวมเป็นเวลา 20นาที 6ลิตร/นาที x 20นาที x 50 จุด = 6,000ลิตร(300ลิตร/นาที) ระบบน้ำปลูกผักหวาน 3.ปลูกไผ่ ใช้พื้นที่ 1ไร่ เลือกหัวจ่ายน้ำแบบ มินิสปริงเกอร์ โรเตอร์ Pro Series Set (หัวมินิสปริงเกอร์ พร้อมขาปัก 40 cm.+สายยาวสายไมโคร พีอี 60 cm.) ท่อแยกเป็นท่อPE 20มิลิเมตร หัวมินิสปริงเกอร์เป็นแบบหมุนรอบตัว อัตราการจ่ายน้ำ 70ลิตร/ชั่วโมง(1.16ลิตร/นาที) รัศมี 1-2เมตร ติดตั้งทั้งหมด 100จุด เปิดน้ำเป็นเวลา 10นาที ความต้องการน้ำรวมเป็นเวลา10นาที 1.16ลิตร/นาที x 10 นาที x 100จุด= 1,160ลิตร(116ลิตร/นาที) ระบบน้ำปลูกต้นไผ่ 4. ปลูกผักสวนครัว ใช้พื้นที่1ไร่ เลือกหัวจ่ายน้ำแบบ มินิสปริงเกอร์ โรเตอร์ Pro Series Set (หัวมินิสปริงเกอร์ พร้อมขาปัก 40 cm.+สายยาวสายไมโคร พีอี 60 cm.) ท่อแยกเป็นท่อPE 20มิลิเมตร หัวมินิสปริงเกอร์เป็นแบบหมุนรอบตัว อัตราการจ่ายน้ำ 70ลิตร/ชั่วโมง(1.16ลิตร/นาที) รัศมี 1-2เมตร ติดตั้งทั้งหมด 100จุด เปิดน้ำเป็นเวลา 10นาที ความต้องการน้ำรวมเป็นเวลา15นาที 1.16ลิตร/นาที x 15 นาที x 100จุด= 1,740ลิตร(116ลิตร/นาที) ระบบน้ำผักสวนครับ รวมความต้องการน้ำจากข้อ 1-4 ภายใน 1 นาที =232+300+160+160 =852ลิตร (51,120ลิตร/ชั่วโมง) ในการหาขนาดปั๊มเกษตรกรทราบแล้วว่าต้องการปั๊มน้ำที่จ่ายปริมาณน้ำต่ำสุดที่ 51,120ลิตร/ชั่วโมง แต่ในการใช้งานจริงจะมีการระบบจะมีการลดประสิทธิภาพความสามารถในการส่งน้ำของปั๊มน้ำหลายปัจจัย เช่น ความลึกของท่อด้านดูดของปั๊ม หรือระยะทางและขนาดของท่อเมนเป็นต้น รวมถึงส่วนต่อขยายเพิ่มในอนาคตดังนั้นจึงเพิ่มความต้องการไปอีก30% จะได้ 51,120+15,336 =66,456 ลิตร/ชั่วโมง(1,107ลิตร/นาที) ในขั้นตอนนี้เกษตรคงทราบแล้วว่าต้องการปั๊มน้ำที่สามารถจ่ายปริมาณน้ำที่1,107ลิตร/นาที จากตัวเลขนี้ก็มาเทียบเคียงกับตารางมาตรฐานของปั๊มน้ำได้เลยจ้า~ pakwanban cr. ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

Contact Us

Products & Support

  • Domestic Pump

  • Commercial Pump

  • Industrial Pump

  • Warranty Registration

  • Selection Program

  • Find a Dealer

LEO (Thailand) Co.,Ltd

897-897/1 Floor 1, Kamthorn Building, Rama III Rd, Bang Phong Phang, Yan Nawa, Bangkok 10120

บริษัท ลีโอ ( ประเทศไทย ) จำกัด

897-897/1 อาคารกำธร ชั้น1, ถนนพระราม 3, แขวงบางโพงพาง, เขตยานนาวา, กทม. 10120

Tel : +66(0) 2-292-1067 ถึง 69

Fax : +66(0) 2-292-1070

Mon - Fri :

8:30 am  – 17:45  pm

Copyright 2023 LEO Thailand Co., Ltd. All Rights Reserved

bottom of page