{ "@context": "https://schema.org", "@type": "WebSite", "name": "LEO Pumps Thailand", "url": "https://www.leo.co.th", "potentialAction": { "@type": "SearchAction", "target": "https://www.leo.co.th/search?q={search_term_string}", "query-input": "required name=search_term_string" } }
top of page

Search Results

52 results found with an empty search

  • การเลือกตัว Inverter ปั๊มน้ำ , แผงโซล่าเซลล์และการเผื่อกำลังไฟฟ้า

    การต่อปั๊มน้ำระบบโซล่าเซลล์ การเลือกตัว Inverter ปั๊มน้ำ , แผงโซล่าเซลล์และการเผื่อกำลังไฟ สำหรับ Inverter นั้น มีหน้าที่ในการแปลงพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซล่าร์เซลล์ให้กลายมาเป็นไฟที่สามารถทำการจ่ายเข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างปลอดภัย และทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้งานได้เหมือนกับการใช้พลังงานไฟจากแหล่งทั่วไป โดยอินเวอร์เตอร์จะเริ่มทำงานเมื่อแผงโซล่าเซลล์มีพลังงานมากพอ จากนั้นมันจะทำการแผลงไฟจากแผงโซล่าเซลล์ที่เป็นไฟกระแสตรง ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับขนาด 220 โวลต์ แล้วจึงทำการเชื่อมเข้ากับไฟของการไฟฟ้าหรือกระบวนการ Synchronization เพื่อทำการจ่ายไฟเข้าไปในสายไฟภายในบ้านและอาคารให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ นอกจากนี้หากเข้าสู่ช่วงแดดอ่อนหรือเมื่อไม่มีแสงแดด อินเวอร์เตอร์ก็จะปรับไปใช้ไฟจากการไฟฟ้ามาจ่ายแทนโดยอัตโนมัติ ทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างสะดวก ไม่ต้องกังวลแม้ช่วงแสงแดดอ่อน อีกทั้งยังช่วยลดค่าไฟในระยะยาวได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากความสามารถในการแปลงไฟแล้ว อินเวอร์เตอร์ยังช่วยรักษาระดับไฟให้มีความเสถียร ไม่เกิดการไฟตกหรือไฟอ่อน นอกจากนี้อินเวอร์เตอร์ยังมีความปลอดภัยในการใช้งานสูงและที่สำคัญอินเวอร์เตอร์บางรุ่นยังสามารถแสดงผลการแปลงไฟและปริมาณไฟที่จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นมือถือได้อีกด้วย ถือเป็นก้าวใหม่ของเทคโนโลยีจริงๆ ครับ สิ่งที่ควรคำนึงถึงการเลือก Inverter ปั๊มน้ำ 1. สถานที่และอุณหภูมิที่ติดตั้งปั๊มน้ำและ Inverter 2. แรงดันไฟ , ความถี่ , และกำลังไฟฟ้า ของปั๊มน้ำ รวมถึงรอบของมอเตอร์ปั๊มน้ำ 3. ระบบ MPPT 4. ฟังก์ชั่นการทำงาน Manual , Auto , Hybrid 5. ระยะความห่างระหว่างปั๊มน้ำและตัว Inverter 6. อุปกรณ์เสริม เช่น พัดลม 7. อุณหภูมิของสภาพแวดล้อมสถานที่ 45-60 องศา ( ได้ -10~60 องศา ) 8. ช่วงระดับความสูง / ลึก : ความห่างระหว่าง Inverter และตัวปั๊ม 9. โดยถ้าเกิน 1,000 เมตร แล้วกระแสไฟขาออก ( Output ) จะมีการลดลงโดยประมาณ 1 % ต่อ 100 เมตร LEO AC Solar Pumping System - ระบบ MPPT : สร้างความเสถียรในการจ่ายไฟได้ 99% ( ไม่สวิงมากเมื่อแดดอ่อน / แดดแรง ) - มีรองรับช่วงของแรงดันไฟ ( Voltage ) และกำลังไฟ Watt ที่กว้าง : รองรับไฟ 1 และ 3 เฟส ทั้ง 220 V และ 380 V, Power 0.7 ~ 710 kW. - ใช้งานง่าย : ไม่ต้องเซ็ทค่าพารามิเตอร์ต่างๆ สามารถใช้งานอัตโนมัติได้เลย - มีระบบป้องกันครอบคลุม : ระบบป้องกันน้ำขาด , ระบบตรวจจับระดับน้ำ , ระบบป้องกัน ไฟขาด ไฟเกิน ไฟตกหรือกระชาก , ป้องกันเฟสไฟขาด , ระบบป้องกันความร้อน , และอื่นๆ การต่อปั๊มน้ำและ Inverter การต่อสายไฟปั๊มบาดาล โดยปกติแล้วตัว Inverter จะมาคุ่กับปั๊มน้ำอยุ่แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหาที่ว่าอินเวิร์ดเตอร์ใช้ไม่ได้กับปั๊มน้ำ เพราะได้คำนวณกำลังไฟไฟ แรงม้า กำลังมอเตอร์ รวมถึงค่าอื่นๆ ของปั๊มไว้แล้วว่าสามารถใช้ได้กับอินเวิร์ดเตอร์แน่นอน ซึ่งโดยมากปัญหาที่พบเจอจะเป็นการคำนวณการจ่ายกระแสไฟจากแหล่งที่มาต่างๆ ว่ามีการเผื่อ หรือเพียงพอไหม รวมถึงอินเวิร์ดเตอร์มีสิ่งที่รองรับการสวิงหรือไม่เสถียรในการจ่ายไฟไหม เช่น ระบบ MPPT คือ การดึงกำลังไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์ให้ได้มากที่สุด โดยการทำให้แผงโซล่าเซลล์ทำงานที่แรงดันไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด กล่าวคือ MPPT ทำงานโดยการตรวจสอบที่ Output ของแผงโซล่าเซลล์ และเปรียบเทียบกับแรงดันไฟฟ้าในระบบ จากนั้นกำหนดค่ากำลังไฟฟ้าสูงสุดที่แผงโซล่าเซลล์สามารถจ่ายออกมา และทำการแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้าสูงสุดเพื่อให้ได้กระแสไฟฟ้าสูงสุดในการจ่ายใช้งาน นอกจากนี้ ยังสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC load) ที่ต่อโดยตรงกับแบตเตอรี่ได้อีกด้วย สำหรับการคำนวณกำลังไฟที่จะใช้แผงโซล่าเซลล์ ให้สัมพันธ์และเพียงพอกับการใช้งานปั๊มน้ำ 1. โดยส่วนมากนั้น เราจะเลือกเผื่อกำลังไฟใหม้มากกว่า 1.3~1.5 เท่าของกำลังของปั๊ม 2. ค่าแรงดันไฟฟ้าในการทำงานของมอเตอร์ ปกติกำหนดค่าเผื่อไว้ 1.414 เท่า 3. เมื่อมีการเปิดโหลดหรือมีการใช้งาน แรงดันไฟฟ้าอาจจะมีค่าต่ำกว่าที่เขียนระบุสเป็คไว้ที่คอนโทรลเลอร์ ตัวอย่างเช่น 1. ปั๊มน้ำบาดาล ระบบ DC , 750W , มอเตอร์ 72V. เราจะคำนวณดังนี้ - Power 750W x 1.3 = 975W - Motor Voltage 72V x 1.414 = 101.8V ถ้าเป้นค่าตามนี้เราควรใช้แผง Monocrystalline Silicon 330W , Vmp = 37.87V. , Voc = 45.82V. เป็นจำนวน 3 แผง เพื่อให้ได้กำลังไฟและแรงดันไฟถึงตามที่สเป็คปั๊มระบุไว้ ถึงจะใช้งานปั๊มได้ 2. ปั๊มมอเตอร์ 2 HP , 380V , จะเลือกใช้แผงยังไง ? - ลำดับแรกแปลงหน่วยแรงม้า HP ให้เป็นแรงดันไฟฟ้า V โดย 1HP = 0.75 kW , ดังนั้น 20 HP = 15 kW. - ต่อมาคำนวณกำลังไฟ 15kW x 1.5 = 22.5 kW. - และสเป็คปั๊ม คือ ต้องการไฟ 380V. ดังนั้น 380 x 1.414 = 537.32V ( ตีไป 540 ) ดังนั้นเราจึงเลือกแผงที่ให้กำลัง 545 W ตามตารางสเป็นแผงด้านล่าง ตาราง Performance ปั๊มบาดาล - เพื่อให้มอเตอร์ทำงาน ปั๊มต้องการแรงดันไฟจากที่คำนวณและเผื่อไว้ คือ 540V และ Vmp ( Minimum Power Voltage ของ 1 แผง คือ 41.8V ดังนั้น 540 ÷ 41.8 = 12.9V. เราจึงต้องใช้ 13 แผง เพื่อให้ได้กำลังไฟตามที่ต้องการ - การต่อแผง : แผงโซลาเซลล์ 13 แผงเชื่อมต่อแบบอนุกรม และ 3 สายขนาน เพื่อ 13 แผง x 545W x 3 = 21.255 kW. ซึ่งที่เราคำนวณเผื่อไว้ คือ 22.5 ถือว่าใช้ได้อยุ่สำหรับคนที่ไมได้ซีเรียสเรื่องการเผื่อไว้ 1.5 เท่า - สำหรับคนที่ต้องการเผื่อกำลังไว้ 1.5 เท่า สามารถเพิ่มแผงโซล่าเซลล์ไปอีก 1 แผงได้เลย ก็จะเป็น 14 x 545 x 3 = 22.89 kW. " สำหรับหลักการคำนวณเบื้องต้นก็จะเป็นประมาณนี้ คนที่สนใจระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สามารถนำไปประยุกต์ใช้คำนวณคร่าวๆดูได้เลยจ้า "   ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • บทความเริ่มต้นธุรกิจน้ำดื่มน่ารู้

    ปัจจุบัน ธุรกิจผลิตนํ้าดื่มมีมูลค่าตลาดสูงถึงประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี และมีผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่รวมกันประมาณ 2,000 ราย การผลิตนํ้าดื่มมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมากจากหลายปัจจัยเช่น ปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งนํ้าธรรมชาติ , มลภาวะจากแหล่งต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นต้น ทำให้แหล่งนํ้ามีภาวะปนเปื้อน รวมถึงจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาในตลาดนี้สูงถึงร้อยละ 20-30 ต่อปี ในท้องตลาด นํ้าดื่มสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ นํ้าดื่มในภาชนะที่เป็นพลาสติกใสและพลาสติกขุ่น ผู้บริโภคจะนิยมดื่มน้ำในภาชนะบรรจุที่เป็นพลาสติกใสมากกว่า เพราะมีความเชื่อมั่นต่อความสะอาดและปลอดภัย การที่ผู้บริโภคหันมานิยมดื่มนํ้าบรรจุขวด เนื่องจากหาซื้อง่าย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงฉลากต้องระบุชื่อ ตราน้ำ ดื่มที่ตั้งของผู้ผลิต ปริมาตรสุทธิ เลขทะเบียน อย. อย่างชัดเจน การทำน้ำดื่มบรรจุขวดและถัง ใช้เงินลงทุนโดยเฉลี่ยประมาณ 300,000 – 1,000,000 บาท ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตและเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ ขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจผลิตน้ำดื่ม 1. ติดต่อกับหน่วยงานราชการ 2. จัดเตรียมในส่วนของพื้นที่โรงเรือน 3. จัดเตรียมและในส่วนของเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตน้ำดื่ม 4. จัดเตรียมในส่วนของกำลังคน 5. จัดเตรียมในส่วนของตลาดและกลุ่มลูกค้า วัสดุอุปกรณ์ / เครื่องมืออย่างน้อยต้องประกอบด้วย 1. เครื่องหรืออุปกรณ์การปรับคุณภาพนํ้า 2. เครื่องหรืออุปกรณ์ล้างภาชนะบรรจุ 3. เครื่องหรืออุปกรณ์การบรรจุ 4. เครื่องหรืออุปกรณ์การปิดผนึก 5. โต๊ะหรือแท่นบรรจุ ที่เหมาะสมสำหรับขนาดบรรจุที่ต่างกัน 6. ท่อส่งนํ้าเป็นท่อพลาสติก PVC หรือวัสดุอื่นที่มีคุณภาพทัดเทียมกัน วัตถุดิบ วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด คือ น้ำประปา หรือ น้ำบาดาล กรรมวิธีการผลิต โดยทั่วไป กรรมวิธีการผลิตนํ้าดื่มบรรจุขวดจะแบ่งเป็นขั้นตอนตามที่ อย. กำ หนด ดังนี้ 1. ขั้นตอนการกรอง ประกอบด้วยกรองด้วยสารที่เป็นตัวกรอง (ถังกรอง) ชนิดต่างๆ หรือใช้วิธี Reverse Osmosis (R.O) 2. ขั้นตอนการทำ ลายเชื้อจุลินทรีย์ ประกอบด้วยใช้แสงอุลตราไวโอเลต (หลอด U.V.) หรือใช้ระบบโอโซน (Ozone) การผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน จะมีกรรมวิธีไม่ค่อยยุ่งยากซับซ้อน ดังนี้ 2.1 ) นำนํ้าประปาหรือนํ้าบาดาลเข้าสู่เครื่องกรอง SAND FILTER 2.2 ) ผ่านนํ้าเข้าสู่เครื่องกรอง BASE EXCHANGE UNIT ซึ่ง บรรจุผงกรองเรซิน เพื่อขจัดความ กระด้างของนํ้าและ สารละลายของเหล็กบางส่วนออก 2.3 ) ผ่านนํ้าเข้าสู่เครื่องกรอง ACTIVATED CARBON FILTER ซึ่งบรรจุสารกรอง ACTIVATED CARBON เพื่อขจัดกลิ่น สี และตะกอน 2.4 ) ผ่านน้ำสู่เครื่องกรอง BACTERIA FILTER ซึ่งมีใส้กรองเป็น CERAMIC FILTRATION 2.5 ) นำน้ำผ่านเข้าสู่หลอดอุลตร้าไวโอเลต เพื่อฆ่าเชื้อโรคแล้วจึงผ่านน้ำ เข้าสู่เครื่องบรรจุ เพื่อบรรจุใส่ภาชนะต่อไป ระบบน้ำดื่ม RO ปั๊มทำน้ำดื่ม RO ปั๊มทำน้ำดื่ม RO ประมาณการเครื่องจักรอุปกรณ์การลงทุน เริ่มต้นธุรกิจน้ำดื่ม เครื่องกรองนํ้าและอุปกรณ์ ราคาประมาณ 300,000-400,000 บาท ราคาของเครื่องจักรและอุปกรณ์จะขึ้นอยู่กับกําลังการผลิต หากผู้ประกอบการต้องการเครื่องที่มีกําลังการผลิตสูง ราคาเครื่องก็สูงตามไปด้วย บางบริษัทจะขายครบชุดพร้อมติดตั้ง ประกอบด้วย · ปั๊มน้ำเพื่อส่งนํ้า 2 เครื่อง · เครื่องกรองแมงกานีส · เครื่องกรองคาร์บอน · เครื่องกรองเรซิน · เครื่องกรองเซรามิค · หลอดอุลตราไวโอเลตสําหรับฆ่าเชื้อ 1 ชุด · เครื่อง Reverse Osmosis (R/O) · หัวบรรจุน้ำสำหรับขวดขนาด 500 มล. และ 950 มล. · หัวบรรจุสําหรับนํ้าถังขนาด 20 ลิตร · เครื่องล้างถังนํ้า · ถังเก็บนํ้า ขนาด 3,000 ลิตร ตัวอย่าง ประมาณการต้นทุนการผลิต · พิจารณาค่าใช้จ่ายคงที่ทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรอุปกรณ์ ค่าเช่าสถานที่ที่ใช้ในการผลิต ค่าแรง ค่าไฟฟ้า สมมุติว่าเป็นเงิน 600,000 บาท · ถ้าในแต่ละปีประมาณการยอดขายเท่ากับ 300,000 ขวด · เพราะฉะนั้น ต้นทุนคงที่ต่อขวดเท่า 600,000 / 300,000 เท่ากับ 2 บาท · ต้นทุนผันแปรได้แก่ค่าน้ำ สมมุติว่าขวดละ 0.20 บาท ดังนั้น ต้นทุนต่อขวดเท่ากับ 2+ 0.20 เท่ากับ 2.20 บาท ประมาณการรายรับ · รายรับจากการขายน้ำ 300,000 ขวด * ราคาขวดละ 4 บาท = 1,200,000 บาท · ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวม 300,000 ขวด * 2.20 บาทต่อขวด = 660,000 บาท กำไรสุทธิก่อนภาษี = 540,000 บาท สำหรับข้อมูลจากบทความ เริ่มต้นธุรกิจน้ำดื่มน่ารู้ น่าจะทำให้ผู้ที่สนใจหรือกำลังจะเริ่มทำน้ำดื่มได้ความรู้ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำธุระกิจจ้า   ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • เกร็ดความรู้เบื้องต้น การต่อปั๊มน้ำแบบบายพาส / การเลือกกำลังปั๊มและการตรวจเช็ค / วาล์ว

    ความรู้เบื้องต้น การต่อปั๊มน้ำ การต่อปั๊มบ้าน คำนวณกำลังปั๊มบ้าน ปั๊มบ้าน ปั๊มบ้าน ปั๊มแรงดันตัดบ่อย ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand   TikTok : Leopumpthailand

  • มอเตอร์บรัชเลส ( Brushless ) vs มอเตอร์แปรงถ่าน ( Brushed )

    ชนิดมอเตอร์ มอเตอร์บรัชเลส ( Brushless ) vs มอเตอร์แปรงถ่าน ( Brushed ) มอเตอร์ไร้แปรงถ่าน / มอเตอร์บรัชเลส (Brushless) คือ มอเตอร์ไม่มีแปรงถ่าน ที่สัมผัสกับขั้วไฟฟ้าโรเตอร์และสเตเตอร์ที่ทำให้เกิดความเสียดสีของแปรงถ่านและขั้วไฟฟ้า แต่ไฟฟ้าจะถูกส่งไปยังขดลวดที่มอเตอร์ได้โดยตรง ให้เกิดขั้วแม่เหล็กตรงกลางขั้วแม่เหล็กเกิดการหมุน การหมุนแบบนี้ทำให้ไม่เกิดประกายไฟ หรือความร้อนสะสม ทำให้มอเตอร์ไร้แปรงถ่ายหรือมอเตอร์บัสเลส ใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน และความเสียหาที่เกิดกับมอเตอร์มีน้อย แรงบิดที่ได้จากมอเตอร์ไร้แปรงถ่าน หรือมอเตอร์บัสเลส สูงกว่าแรงบิดของมอเตอร์แปรงถ่านในขนาดที่เท่ากัน มอเตอร์แปลงถ่าน มอเตอร์แปลงถ่าน brush ส่วนประกอบของ มอเตอร์ไร้แปรงถ่าย หรือมอเตอร์บัสเลส ด้านในจะแตกต่างจากมอเตอร์มีแปรงถ่านอย่างเห็นได้ชัด ส่วนประกอบด้านในประกอบด้วย 1. Stator (สเตเตอร์) ขดลวดทองแแดงบริเวณรอบๆ ทำหน้าที่นำกระแสไฟแและเปลี่ยนเป็นพลังงานแม่เหล็ก โดยนำกระแสไฟผ่านเข้าสู่ขดลวดทองแดงที่ผ่านอยู่บริเวณรอบๆ 2. Rotor (แกนหมุน) แกนหมุนตัวนี้เป็นแม่เหล็กทำหน้าที่ในหมุน โดยอาศัยพลังงานจาก Stator ในการทำให้หมุนและเกิดแรงบิด 3. Electronic Module (แผงควบคุม) ตัวบอร์ดแผงอิเล็กทรอนิกส์ตัวควบคุม control กระแสไฟเข้าสู่ตัวละลวดทองแดง Stator มอเตอร์ไม่แปลงถ่าน มอเตอร์แปรงถ่าน คือ มอเตอร์ที่มีแปรงถ่าน โดยแปรงถ่านเป็นตัวที่สัมผัสกับขั้วไฟฟ้าโรเตอร์และสเตเตอร์ เกิดการเสียดสีกันทำให้มอเตอร์หมุนการทำงาน มอเตอร์แปลงถ่าน มอเตอร์แปลงถ่าน ส่วนประกอบของ มอเตอร์แปรงถ่าน (Brushed) 1. Steel Ring จะสังเกตเห็นว่าด้านในจะมีแม่เหล็กอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง 2. ARMATURE (ทุ่น) หรือแกนหมุนซึ่งก็จะสังเกตได้ว่าจะมีขดลวดทองแดงพันอยู่บริเวณรอบๆ และมีหัวคอมมิวเตเตอร์ที่เป็นทองแดงเชื่อมเข้ากับลวดทองแดงทำหน้าที่นำกระแสไฟจากแปรงถ่านผ่านลวดทองแดงเกิดเป็นพลังงานขั้วแม่เหล็ก ผลักให้แกนหมุน และเกิดแรงบิด 3. CARBON BRUSH (แปรงถ่าน) ทำหน้าที่นำกระแสไฟเข้าสู่ตัว ARMATURE (ทุ่น) โดยหลักการแปรงถ่านเกิดารเสียดสีกับตัวหัวคอมมิวเตเตอร์ตลอดเวลาจึงทำให้มีประกายไฟและเกิดความร้อนสะสม หากใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานจึงทำให้เกิดการไหม้หรือช็อตได้ " ท้ายนี้หวังว่าผู้อ่านจะรู้จักชนิดและการทำงานของมอเตอร์ได้ดียิ่งขึ้น และสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมระหว่าง มอเตอร์บรัชเลส ( Brushless ) vs มอเตอร์แปรงถ่าน ( Brushed ) จ้า " cr.tooltalking

  • ความแตกต่างระหว่างโหมด AUTO และ HYBRID ของอินเวิร์ตเตอร์ Leo DSKP

    Inveter ปั๊ม ความแตกต่างระหว่างโหมด AUTO และ HYBRID อินเวิร์ตเตอร์ 1. การทำงานในโหมด Auto ของอินเวิร์ตเตอร์ DSKP : เครื่องจะเลือกใช้กระแสไฟฟ้าจากระบบ DC ก่อน และเมื่อกระแสไฟจาก DC ไม่สามารถจ่ายได้เพียงพอตามค่าที่ตั้งไว้ ระบบนั้นก็จะตัดการรับกระแสไฟจาก DC และมาใช้กระแสไฟจากระบบ AC แทนนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการใช้กำลังไฟฟ้าที่ 100 วัตต์ เครื่องนั้นจะเลือกใช้ไฟจากแหล่งที่มา DC ก่อน แต่เมื่อถึงเวลาที่กำลังไฟจาก DC ตกลงมา เช่น เหลือแค่ 80 วัตต์ ตัวอินเวิร์ตเตอร์ก็จะหยุดรับกระแสไฟจากแหล่ง DC และหันไปใช้กระแสไฟฟ้าจากแหล่งที่มา AC แทน 100 วัตต์ 2. การทำงานในโหมด Hybrid ของ https:// www.leo.co.th/solar-pump https://www.leo.co.th/solar-pump : เครื่องจะเลือกใช้กระแสไฟจากแหล่งที่มา DC ก่อน เช่นเดียวกันกับโหมด Auto แต่เมื่อกระแสไฟจาก DC ไม่เพียงพอนั้น ระบบจะนำกระแสไฟจากแหล่งที่มา AC เข้ามาเติม เพื่อให้กำลังไฟไม่ตกนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการใช้กำลังไฟฟ้าที่ 100 วัตต์ เครื่องนั้นจะเลือกใช้ไฟจากแหล่งที่มา DC ก่อน แต่เมื่อถึงเวลาที่กำลังไฟจาก DC ตกลงมา เช่น เหลือแค่ 80 วัตต์ อินเวิร์ตเตอร์จะไม่ตัดการรับกระแสไฟจากแหล่ง DC แต่จะนำไฟจากแหล่ง AC เข้ามาเติม 20 วัตต์ เพื่อให้ครบ 100 วัตต์ ตามความต้องการของการใช้งานนั่นเอง

  • การต่อ Ejector ของปั๊มรุ่น AJDM

    AJDM ปั๊มเจ็ทใช้ดูดน้ำในบ่อลึกแบบสองท่อ ซึ่งจะต้องทำงานร่วมกับหัว Elector ซึ่งจะมีเป็น Accessories แยกไปให้ด้วย ซึ่งการประกอบหัว Ejector ไม่ถูกต้องจะทำให้ปั๊มอาจดูดน้ำไม่ขึ้น ดังนั้นมาดูการต่อหัว Ejector ที่ถูกต้องกันครับ ปั๊มรุ่น AJDM การต่อ Ejector ของปั๊มรุ่น AJDM ดาวน์โหลดเอกสารการต่อ Ejector ของปั๊มรุ่น AJDM

  • ข้อควรรู้ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยกับการเลือกกำลังปั๊มและขนาดแท้งค์น้ำ

    การเลือกกำลังปั๊มและขนาดแท้งค์น้ำ การเลือกกำลังปั๊มและขนาดแท้งค์น้ำ

  • วิธีการอ่านกราฟปั๊มน้ำแบบง่ายๆ เป็นการอ่านแบบคร่าวๆ สามารถนำไปใช้อ่านได้ทั่วไปเลยจ้า

    วิธีการอ่านกราฟปั๊มน้ำแบบง่ายๆ วิธีการอ่านกราฟปั๊มน้ำแบบง่ายๆ

  • ปั๊มน้ำระบบ Inverter ทำงานอย่างไร ?

    การทำงานของปั๊ม inverter ปั๊มน้ำระบบ Inverter เป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้สามารถกำหนดรอบการทำงานของมอเตอร์ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วปั๊มน้ำทั่วไปเวลาเริ่มทำงานจะทำงานโดยเต็มกำลัง เช่น ถ้ามีมอเตอร์ขนาด 400w และรอบมอเตอร์เต็มกำลังที่ 2950 รอบต่อนาที เมื่อปั๊มน้ำเริ่มทำงานปั๊มน้ำก็จะทำงานเต็มกำลังที่ 400w ตลอดการใช้งานปั๊ม แต่สำหรับระบบ Inverter นั้น จะทำการช่วยควบคุมมอเตอร์ให้รอบวิ่งตามการใช้น้ำ เช่น ถ้าใช้น้ำน้อยมอเตอร์จะวิ่งที่ 1750 รอบ ทำให้กินไฟน้อยลงเพราะใช้กำลังไฟแค่ 225 w ในการขับมอเตอร์ จึงสามารถทำให้ประหยัดพลังงานและค่าไฟได้มากขึ้นนั่นเอง

  • ชนิดแผงโซล่าเซลล์ เลือกแบบไหนดี? โมโน / โพลี /หรือ อะมอร์ฟัส

    ชนิดแผงโซล่าเซลล์ ในปัจจุบันกระแสการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่นโซล่าเซลล์นั้นเป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมาก แต่ว่าแผงโซล่าเซลล์นั้นก็มีหลสยแบบ ทั้งนี้เราควรจะเลือกชนิดแผงโซล่าเซลล์แบบไหนดี เพื่อให้คุ้มค่า คุ้มราคาที่จ่ายไป พร้อมทั้งใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เราสามารถหาคำตอบได้จากบทความนี้เลยจ้า 1. ลำดับแรกเรามาทำความรู้จักกับ แผงโซล่าเซลล์กันก่อนว่า คืออะไร? แผงโซล่าเซลล์ (Solar panel หรือ Photovoltaics) คือการนำเอา โซล่าเซลล์ จำนวนหลายๆเซลล์ มาต่อวงจรรวมกัน อยู่ในแผงเดียวกัน เพื่อที่จะทำให้สามารถผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น โดยไฟฟ้าที่ได้นั้นเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) 2. ผลึกซิลิคอน Crystalline Silicon (c-Si) คืออะไร? ในทุกวันนี้ เกือบ 90% ของแผงโซล่าเซลล์ นั้นทำมาจาก ซิลิคอน (Silicon) ซึ่งซิลิคอนนี้อาจจะอยู่ในรูปต่างๆกันไป และ 95% ของแผงโซล่าเซลล์ ที่มีใช้ตามบ้านเรือนนั้น เป็นซิลิคอนที่อยู่ในรูปของผลึกซิลิคอน หรือ crystalline Silicon ความบริสุทธิ์ของเนื้อซิลิคอน เป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุด ที่ทำให้รูปแบบของซิลิคอน ที่นำมาใช้ทำโซล่าเซลล์ มีความแตกต่างกันออกไป ด้วยคุณสมบัติและองค์ประกอบทางเคมีแล้ว ซิลิคอนที่มีความบริสุทธิ์กว่า จะมีโมเลกุลจัดเรียงตัวดีและเป็นระเบียบกว่า และทำให้มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่านั่นเอง ดังนั้น ประสิทธิภาพของแผงโซล่าเซลล์ จึงขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของซิลิคอน แต่กระบวนการที่จะทำให้ซิลิคอนมีความบริสุทธิ์นั้นยุ่งยาก มีขั้นตอนที่ซับซ้อน และมีต้นทุนสูง ประสิทธิภาพของแผงโซล่าเซลล์ จึงไม่ใช่สิ่งแรกที่เราต้องคำนึงถึง แต่อาจเป็นเรื่องของราคาต้นทุน ความคุ้มค่าในการลงทุนหรือจุดคืนทุน ประสิทธิภาพต่อพื้นที่ และขนาดพื้นที่ที่คุณมีอยู่ต่างหากที่จะต้องมาก่อน ผลึกซิลิคอนในแผงโซล่าเซลล์ มี 2 รูปแบบหลักๆ ได้แก่ ผลึกซิลิคอนเชิงเดี่ยว หรือ โมโนคริสตัลไลน์ ซิลิคอน (monocrystalline Silicon) และ ผลึกซิลิคอนเชิงผสม หรือ โพลีคริสตัลไลน์ ซิลิคอน (polycrystalline Silicon) แผงโซล่าเซลล์ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Silicon Solar Cells) แผงโซล่าเซลล์ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ (mono-Si) แผงโซล่าเซลล์ ชนิดที่ทำมาจาก ผลึกซิลิคอนเชิงเดี่ยว (mono-Si) หรือบางทีก็เรียกว่า single crystalline (single-Si) สังเกตค่อนข้างง่ายกว่าชนิดอื่น เพราะจะเห็นแต่ละเซลล์ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมตัดมุมทั้งสี่มุม และมีสีเข้ม แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ นั้นเป็นชนิดที่ทำมาจากซิลิคอนที่มีความบริสุทธิ์สูง โดยเริ่มมาจากแท่งซิลิคอนทรงกระบอก อันเนื่องมาจาก เกิดจากกระบวนการ กวนให้ผลึกเกาะกันที่แกนกลาง ที่เรียกว่า Czochralski process จึงทำให้เกิดแท่งทรงกระบอก จากนั้นจึงนำมาตัดให้เป็นสี่เหลี่ยม และลบมุมทั้งสี่ออก เพื่อที่จะทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และลดการใช้วัตถุดิบโมโนซิลิคอนลง ก่อนที่จะนำมาตัดเป็นแผ่นอีกที จึงทำให้เซลล์แต่ละเซลล์หน้าตาเป็นอย่างที่เห็นในแผงโซล่าเซลล์ ข้อดีของแผงโซล่าเซลล์ ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะผลิตมาจาก ซิลิคอนเกรดดีที่สุด โดยมีประสิทธิภาพเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20% แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ มีประสิทธิภาพต่อพื้นที่สูงสุด เพราะว่าให้กำลังสูงจึงต้องการพื้นที่น้อยที่สุดในการติดตั้งแผงโซลล่าเซลล์ชนิดนี้ โมโนคริสตัลไลน์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เกือบ 4 เท่า ของชนิด ฟิล์มบางหรือ thin film แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 25 ปีขึ้นไป แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากว่าชนิด โพลีคริสตัลไลน์ เมื่ออยู่ในภาวะแสงน้อย ข้อเสียของแผงโซล่าเซลล์ ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ แผงโซล่าเซลล์ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ เป็นชนิดที่มีราคาแพงที่สุด ในบางครั้งการใช้งาน แผงโซล่าเซลล์ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ หรือชนิด thin film มาแทนชนิดโมโนคริสตัลไลน์ อาจมีความคุ้มค่ามากกว่า ถ้าหากแผงโซล่าเซลล์ ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ มีความสกปรกหรือถูกบังแสงในบางส่วนของแผง อาจทำให้วงจรหรือ inverter ไหม้เสียหายได้ เนื่องจากภาวะเกิดโวลต์สูงเกินไปหรือ high over voltage แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline Silicon Solar Cells) แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ เป็นแผงโซล่าเซลล์์ชนิดแรก ที่ทำมาจากผลึกซิลิคอน โดยทั่วไปเรียกว่า โพลีคริสตัลไลน์ (polycrystalline,p-Si) แต่บางครั้งก็เรียกว่า มัลติ-คริสตัลไลน์ (multi-crystalline,mc-Si) โดยในกระบวนการผลิตแผงโซล่าเซลล์ชนิดนี้ เกิดจากการหลอมซิลิคอนหรือแก้วให้เหลว แล้วมาเทใส่โมลด์หรือแม่แบบที่เป็นสี่หลี่ยม พอเย็นตัวแล้วนำแท่งแก้วสี่เหลี่ยมนั้นมาตัดเป็นแผ่นบางๆ จึงทำให้เซลล์แต่ละเซลล์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่มีการตัดมุม สีของแผงจะออกสีน้ำเงินฟ้าไม่เข้มมาก ข้อดีของแผงโซล่าเซลล์ ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ มีขั้นตอนกระบวนการผลิตที่ง่าย ไม่ซับซ้อน จึง ใช้ปริมาณซิลิคอนในการผลิตน้อยกว่า เมื่อเทียบกับ ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ แผงโซล่าเซลล์ ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ มีประสิทธิภาพในการใช้งานในที่มีอุณหภูมิสูงดีกว่า ชนิดโมโนคริสตัลไลน์เล็กน้อย และมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับชนิดโมโนคริสตัลไลน์ ข้อเสียของแผงโซล่าเซลล์ ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ แผงโซล่าเซลล์ ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 13-16% ซึ่งต่ำกว่า เมื่อเทียบกับชนิดโมโนคริสตัลไลน์ แผงโซล่าเซลล์ ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ มีประสิทธิภาพต่อพื้นที่ต่ำกว่าชนิดโมโนคริสตัลไลน์ แผงโซล่าเซลล์ ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ มีสีน้ำเงิน ทำให้บางครั้งอาจดูไม่สวยงาม เมื่อเทียบกับชนิดโมโนคริสตัลไลน์ และชนิด thin film ที่มีสีเข้ม เข้ากับสิ่งแวดล้อม เช่น หลังคาบ้านได้ดีกว่า แผงโซล่าเซลล์ ชนิดฟิล์มบาง (Thin Film Solar Cells) (แผงโซล่าเซลล์อะมอร์ฟัส เป็นหนึ่งในหลายชนิด ของแบบฟิล์มบาง) โดยทั่วไปของการผลิต โซล่าเซลล์ ชนิดฟิล์มบาง (Thin Film Solar Cell, TFSC) คือ การนำเอาสารที่สามารถแปลงพลังงานจากแสงเป็นกระแสไฟฟ้า มาฉาบเป็นฟิล์มหรือชั้นบางๆ ซ้อนกันหลายๆชั้น จึงเรียก โซล่าเซลล์ชนิดนี้ว่า ฟิล์มบาง หรือ thin film ซึ่งสารฉาบที่ว่านี้ก็มีด้วยกันหลายชนิด ชื่อเรียกของ แผงโซล่าเซลล์ ชนิดฟิล์มบางจึงแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชนิดวัสดุที่นำมาใช้ ได้แก่ อะมอร์ฟัส Amorphous silicon (a-Si),Cadmium telluride (CdTe),Copper indium gallium selenide (CIS/CIGS) และ Organic photovoltaic cells (OPC) ด้านประสิทธิภาพ แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบางนั้นมีประสิทธิภาพเฉลี่ยอยู่ที่ 7-13% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุที่นำมาทำเป็นฟิล์มฉาบ สำหรับบ้านเรือนโดยทั่วไปแล้วมีเพียงประมาณ 5% เท่านั้น ที่ใช้แผงโซล่าเซลล์แบบชนิดฟิล์มบาง ข้อดีของแผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบาง แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบาง มีราคาถูกกว่า เพราะสามารถผลิตจำนวนมากได้ง่ายกว่า ชนิดผลึกซิลิคอน ในที่อากาศร้อนมากๆ แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบาง มีผลกระทบน้อยกว่า ไม่มีปัญหาเรื่อง เมื่อแผงสกปรกแล้วจะทำให้วงจรไหม้ ถ้าคุณพื้นมีที่เหลือเฟือ แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบางก็เป็นทางเลือกที่ดี ข้อเสียของแผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบาง แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบางมีประสิทธิภาพต่ำ แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบางมีประสิทธิภาพต่อพื้นที่ต่ำ สิ้นเปลืองค่าโครงสร้างและอุปกรณ์อื่นๆ เช่น สายไฟ ข้อต่อ ไม่เหมาะนำมาใช้ตามหลังคาบ้าน เพราะมีพื้นที่จำกัด และการรับประกันสั้นกว่าชนิดผลึกซิลิคอน “ จากข้อมูลข้างต้นคิดว่าใครที่สนใจหรือกำลังตัดสินใจเลือกซื้อแผงโซล่าเซลล์อยู่ น่าจะได้คำตอบในการเลือกซื้อแล้วนะครับว่า ชนิดแผงโซล่าเซลล์ แบบไหนดี? ส่วนการคำนวณค่ากระแสไฟ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถดูได้จากลิงค์ ด้านล่างเลยจ้า “ การออกแบบระบบโซล่าเซลล์เพื่อใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน คลิก สอนการคำนวณไฟฟ้าและจำนวนแผงโซล่าเซลล์ ( Solar Cell Calculation ) คลิก ระบบโซลาร์แบบ On Grid กับ Off Grid ต่างกันอย่างไร? คลิก การเลือกตัว Inverter ปั๊มน้ำ , แผงโซล่าเซลล์และการเผื่อกำลังไฟฟ้า คลิก รู้ไว้ใช่ว่า ก่อนใช้ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ คลิก ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand ตัวแทนจำหน่าย : https://www.leo.co.th/dealer

  • ปัญหาที่พบเจอบ่อยของปั๊มบาดาลและการตรวจสอบเบื้องต้น

    ปัญหาที่พบบ่อยของปั๊มน้ำบาดาลและการตรวจสอบเบื้องต้น ในปัจจุบันน้ำบาดาลนั้นเป็นทีนิยมใช้กันเป็นอย่างมาก แต่ก่อนที่จะใช้น้ำบาดาลนั้นได้ต้องมีการขุดเจาะบ่อบาดาล รวมถึงการที่จะนำน้ำจากด้านล่างบ่อขึ้นมาใช้นั้นจำเป็นจะต้องใช้ ปั๊มบาดาล เพื่อสูบน้ำจากด้านล่างขึ้นมาด้านบน ซึ่งบางท่านอาจจะประสบปัญหาในการใช้งานของปั๊มหลังการติดตั้ง เช่น ปั๊มไม่ทำงาน , ปั๊มตัด , หรืออื่นๆ "ทางลีโอจึงรวบรวมปัญหาต่างๆ ที่ผู้ใช้พบเจอกันบ่อย รวมถึงวิธีการตรวจสอบแก้ไขเบื้องต้นมาให้ดูกันจ้า " ปั๊มบาดาลลีโอ 1. สายไฟที่ใช้งาน : เนื่องจากสายไฟนั้นมีผลเป็นอย่างมากต่อการจ่ายไฟไปยังปั๊มบาดาลเพื่อการใช้งาน เช่น ในเรื่องของระยะทางและแรงเสียดทาน หากใช้สายไฟเล็ก หรือต่อสายไฟยาวเกินไปอาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการทำงานของปั๊มบาดาล เช่น ปั๊มดับ หรือปั๊มไม่ทำงานได้ ทั้งนี้ผู้ใช้งานหรือผู้ติดตั้งสามารถตรวจสอบได้จากตารางการเลือกใช้สายไฟสำหรับมอเตอร์และปั๊มน้ำได้ก่อนการติดตั้งจริง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการใช้งานหลังการติดตั้ง ตัวอย่างตารางการเลือกใช้สายไฟสำหรับมอเตอร์และปั๊มน้ำ 2. การเกิด ไฟขาด ไฟเกิน หรือไฟตก ทำให้เกิดการทิปของเบรคเกอร์ ส่งผลให้ปั๊มบาดาลหยุดการทำงานได้ 3. การต่อสายไฟนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น ต่อสายไฟเข้าขั้วสายถูกไหม ในกรณีต่อสายผิดอาจส่งผลต่อทิศทางการหมุนของมอเตอร์ ส่งผลให้ใบพัดหมุนกลับทางซึ่งจะทำให้สูบน้ำไม่ขึ้น หรือปั๊มน้ำไม่สามารถจ่ายน้ำได้ในปริมาณที่ควรจะเป็น รวมถึงอาจจะทำให้ปั๊มน้ำเกิดความเสียหายได้ด้วยเช่นกัน 4. การต่อสายไฟด้วยเทปพันละลาย หรือเทปพันสายไฟต่างๆ ในกรณีที่พันไม่ดีหรือการพันนั้นมีปัญหา อาจส่งผลให้น้ำหรือความชื้นเข้าไปยังจุดที่ต่อสายไฟไว้ ซึ่งอาจจะทำให้ปั๊มน้ำไม่ทำงานหรือเกิดการลัดวงจรในระหว่างการใช้งานได้ 5. จุดการใช้งานของปั๊มบาดาล เลือกใช้ปั๊มบาดาลที่มีกำลังเหมาะกับการใช้งานหรือไม่ ซึ่งก่อนการเลือกซื้อหรือติดตั้งนั้น เราสามารถตรวจสอบสเป็คปั๊มน้ำได้ก่อนเลย จาก Pump Curve หรือ ตารางการใช้งานในช่วงระยะต่างๆของปั๊ม ทั้งนี้การใช้งานที่ต่ำหรือสูงกว่า Curve อาจทำให้ปั๊มบาดาลไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ หรือปั๊มน้ำอาจจะไม่สามารถใช้งานได้ด้วยเช่นกัน วิธีอ่าน Pump Curve ง่ายๆ คลิก Pump Curve ตารางการใช้งานในช่วงต่างๆของปั๊มน้ำบาดาล 6. ตรวจสอบน้ำในบ่อบาดาล เนื่องจากปั๊มบาดาลโดยมากจะมีระบบ Dry run protection ซึ่งก็คือระบบป้องกันน้ำแห้งน้ำหรือน้ำขาดนั่นเอง เมื่อน้ำในบ่อแห้งเซ็นเซอร์จะสั่งให้ปั๊มหยุดทำงานเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับมอเตอร์และปั๊มน้ำโดยอัตโนมัติ ทำให้ปั๊มน้ำไม่สามารถใช้งานได้ 7. น้ำบาดาลมีสิ่งเจือปนหรือสกปรก เช่น มีทรายขี้เป็ด , หินปูน , โคลน , หรือการที่บ่อถล่ม สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ปั๊มบาดาลเกิดความเสียหายและไม่สามารถใช้งานได้ 8. การถอดเช็ควาล์วออก ก่อให้เกิดความเสียหายต่อปั๊มน้ำบาดาลได้ อาจจะก่อให้เกิดน้ำย้อนกลับทำให้ใบพัดหมุนกลับทาง อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อปั๊มน้ำได้ คลิปอธิบาย คลิก 9. ตำแหน่งการติดตั้ง Control Box เช่น การติดตั้งในสภาพแวดล้อมที่อยุ่กลางแจ้ง อาจทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในตัวกล่องอนโทรล ส่งผลทำให้ตัว Capacitor ร้อนจัด เป็นสาเหตุให้กล่องหยุดการทำงาน ทำให้ปั๊มบาดาลหยุดการทำงานด้วยเช่นกัน 10. มิเตอร์ไฟฟ้า : การจ่ายไฟที่ไม่พอเพียงต่อการใช้งาน ทำให้ปั๊มน้ำไม่สามารถทำงานได้ เช่น มิเตอร์การเกษตร หรือมิเตอร์ 5 แอมป์นั้น ในกรณีที่เราใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างพร้อมกัน อาจจะทำให้โหลดไม่ถึงและปั๊มน้ำหยุดการทำงานได้ และปั๊มน้ำที่ใช้มอเตอร์แรงม้าสูงมากกว่า 2 แรงม้าขึ้นไปควรจะติดเบรคเกอร์เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสีบหายต่อปั๊มน้ำ ตัวอย่างการคำนวณการกินกระแสไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า คลิก ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @Leopump Facebook : LEOpumpThailand

  • การเลือกปั๊มน้ำและแท็งค์น้ำให้เหมาะสม เพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายไปกว่าครึ่ง

    การเลือกปั๊มน้ำและแท็งค์น้ำให้เหมาะสม เพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายไปกว่าครึ่ง สำหรับการเลือกปั๊มน้ำและแท็งค์น้ำให้เหมาะสมนั้น ผู้ใช้หรือเจ้าของบ้านหลายคนอาจยังสับสนว่าเราจะเลือกใช้ปั๊มน้ำขนาดไหนดี แต่ทั้งนี้ก็ได้มีการกำหนดข้อมูล แนวทางการเลือกปั๊มน้ำแบบคร่าวๆเอาไว้อยู่แล้ว เช่น บ้าน 1 ชั้น ควรใช้ปั๊มน้ำประมาณ 150 w , บ้าน 2 ชั้น 250 w , และ บ้าน 3-4 ชั้น 400 w เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่ผู้ผลิตแต่ละรายนำมาเป็นแนวทางนั้น ก็มาจากการประมาณอัตราการใช้น้ำของอาคารแต่ละประเภท ประกอบกับระยะทางการใช้งานนั่นเอง ปัจจุบันตามท้องตลาดทั่วไปเรามักจะเอาขาดของมอเตอร์หรือกำลังวัตต์เป็นที่ตั้ง แต่ขนาดมอเตอร์นั้นไม่ได้แสดงถึงประสิทธิภาพของการไหลของน้ำอย่างที่เข้าใจกัน ดังนั้นผู้ใช้หรือเจ้าของบ้านควรคำนวณหาขนาดของปั๊มน้ำที่เหมาะสมกับการใช้งานเบื้องต้นเสียก่อน ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ขนาดมอเตอร์หรือกำลังวัตต์ ดังนี้ 1. คำนึงถึงจำนวนจุดใช้น้ำ และปริมาณน้ำที่ต้องการใช้พร้อมกันภายในบ้านทั้งหมด ว่ามีปริมาณกี่ลิตร/นาที โดยทั้งนี้เราต้องคำนึงถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ด้วย เช่น ฝักบัว , ก๊อกสนาม , และอื่นๆ กะประมาณคร่าวๆเอาได้ 2. จำนวนคนที่พักอาศัย จะได้ทราบถึงปริมาณน้ำที่ใช้ จึงจะเลือกปั๊มน้ำที่จะใช้ได้อย่างเหมาะสม 3. ระยะทางและความสูงในการส่งน้ำ เพื่อที่จะได้นำไปเปรียบเทียบกับสเป็คอัตราการจ่ายน้ำของปั๊มน้ำนั้นๆในการเลือกซื้อ คราวนี้เราลองมาดูตัวอย่างของการเลือกซื้อปั๊มน้ำกันบ้าง ถ้าเรามีบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ความสูงโดยประมาณของจุดจ่ายน้ำจะมีระยะประมาณ 7 เมตร และมี ก๊อกน้ำภายในบ้านทั้งหมด 6 จุด และประมาณว่าจะใช้ก๊อกน้ำพร้อมกันทั้งหมด 3 จุด เราก็จะได้ดังนี้ 1. เรื่องของระยะส่งของปั๊มน้ำ ในกรณีนี้ความสูงถึงจุดที่ต้องการจ่ายน้ำประมาณ 7 เมตร เราควรเผื่อค่าแรงเสียดทานต่างๆ เช่น การใช้ท่อลด ข้อลด หรือข้องอต่างๆ ซึ่งจะทำให้กำลังการส่งตกลงไป ดังนั้นเราจึงควรเผื่อไว้ 30% ดังนั้นเราควรเลือกใช้ปั๊มน้ำที่มีระยะส่งไม่น้อยกว่า 9 เมตร นั่นเอง 2. ปริมาณน้ำที่จ่ายได้ (ลิตร/นาที) เราควรพิจารณาถึงการใช้น้ำพร้อมกันทั้งบ้าน และในที่นี้เรามีโอกาสใช้น้ำพร้อมกัน 3 จุด ซึ่งตามปกติก๊อกน้ำมีอัตราการจ่ายน้ำประมาณ 9 ลิตร/นาที ( โดยการคำนวณปริมาณน้ำในที่นี้เป็นการประมาณการเท่านั้นเนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้นั้นต่างกัน ทั้งนี้ถ้าต้องการความแม่นยำถูกต้องเราสามารถตรวจสอบปริมาณการใช้น้ำที่อุปกรณ์ต่าง ๆ ได้จากฉลากที่ติดมากับตัวอุปกรณ์นั้นๆ ) ดังนั้นจากการประมาณการปริมาณน้ำขั้นต่ำที่บ้านหลังนี้ใช้พร้อมกัน คือ 27 ลิตร/นาที ปั๊มน้ำอัตโนมัติ ระบบ Inverter ประหยัดพลังงาน ปั๊ม Inverter ปั๊มน้ำอัตโนมัติ ระบบ Inverter ประหยัดพลังงาน คือ รอบมอเตอร์จะหมุนตามปริมาณน้ำที่ใช้ เปรียบเทียบให้เห็นภาพ คือ เมื่อเราหรี่ก๊อกหรือเปิดใช้น้ำเบาๆ มอเตอร์ก็จะหมุนเบาเช่นกัน ( ใช้รอบหมุนน้อย )ทันทีที่เปิดก๊อกแรงมอเตอร์ก็จะทำงานเต็มกำลัง ขนาดของปั๊มน้ำอัตโนมัติมีตั้งแต่ 100-400 วัตต์ สำหรับ 100–150 วัตต์ เหมาะกับบ้านที่มีผู้อาศัย 2-3 คน แต่ถ้าเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ อาจจะใช้ปั๊มอินเวอร์เตอร์ ขนาด 450 วัตต์ และ ที่จะควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า มีระบบอิเล็กทรอนิกคำนวณการใช้น้ำ เช่น ปั๊ม 450 วัตต์ ถ้าเราเปิดใช้น้ำแค่จุดเดียวจะกินไฟแค่ 120 วัตต์ เปิดน้ำพร้อมกัน 4 จุด จะกินไฟ 450 วัตต์ เปรียบเทียบกับปั๊มทั่วไปขนาด 450 วัตต์ เปิดน้ำจุดเดียวก็กินไฟ 450 วัตต์ทันที ดังนั้นระบบอินเวอร์เตอร์จึงช่วยเราประหยัดค่าไฟนั่นเอง รวมถึงปั๊มอัตโนมัติจะมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ปั๊มมีถังแรงดันอากาศ แบบที่ 2 ปั๊มแรงดันคงที่ สำหรับปั๊มมีถังแรงดันอากาศ ข้อดีคืออายุการใช้งานนานกว่า แต่ข้อเสีย คือ อาจจะต้องมีการเติมลม หรือเมื่อเป็นสนิมภายในเราอาจจะต้องเปลี่ยนถังใหม่ทั้งถัง (ราคาไม่สูง) ส่วนปั๊มแรงดันคงที่ ข้อดีคือถ้าเราเปิดน้ำ 4 จุดพร้อมกัน แรงดันน้ำจะไหลเท่ากันทั้ง 4 จุด ไม่ว่าก๊อกน้ำจะอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลัง ถ้าเทียบทั้งสองแบบที่วัตต์เท่ากัน ปั๊มแรงดันอากาศจะจ่ายน้ำได้แรงกว่า แล้วแท็งน้ำล่ะ จำเป็นแค่ไหน ?? เมื่อเราเลือกปั๊มน้ำที่ต้องการได้แล้ว จะต้องซื้อแท้งก์น้ำเพิ่มมั้ย? เลือกแท้งก์น้ำขนาดเท่าไหร่? วัสดุแบบไหน? ให้เรามาพิจารณาตามนี้ครับ 1. ความสามารถการเก็บสำรองน้ำประปาไว้ใช้งานในบ้าน กรณีที่น้ำไม่ไหลหรือมีเหตุฉุกเฉิน เช่น มีการปิดน้ำเพื่อเดินท่อประปา(ท่อเมนของการประปาฯ) หรือซ่อมท่อประปา เกิดอุบัติเหตุท่อส่งประปาแตกเสียหายทำให้ไม่สามารถส่งน้ำประปามาได้ หรือแม้กระทั่งไฟดับแล้วปั๊มน้ำไม่ทำงาน เราก็ยังคงมีน้ำสำรองจากแท็งก์น้ำไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน 2. ช่วยพักน้ำ ช่วยให้มีการตกตะกอนของสิ่งแปลกปลอมที่อาจหลุดรอดเข้ามากับน้ำ (สิ่งแปลกปลอมอาจหลุดรอดเข้ามาในระหว่างทางที่มีการตัดต่อท่อประปาหรือมีการซ่อมท่อประปา ก่อนที่น้ำประปาจะมาถึงบ้าน) 3. ช่วยประหยัดค่าไฟได้ เนื่องจากเมื่อน้ำเต็มแท็งก์ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดปั๊มน้ำ ทำให้ปั๊มไม่ต้องทำงานตลอดเวลาที่ใช้น้ำ แท็งก์น้ำมีแบบไหนบ้าง? หลักๆเราแบ่งแท็งค์น้ำออกเป็น 2 แบบ ซึ่งก็คือ แท็งค์น้ำ ที่อยู่บนดินและแท็งค์น้ำที่อยู่ใต้ดิน • สำหรับแท็งค์น้ำบนดินนั้นจะเหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่พอสมควร โดยถังเก็บน้ำที่ได้รับความนิยมสำหรับการติดตั้งลักษณะนี้คือ แท็งก์น้ำสเตนเลสและแท็งก์น้ำพลาสติกชนิดติดตั้งบนดิน ข้อดีคือดูแลรักษาง่ายและ เคลื่อนย้ายได้ง่าย • สำหรับแท็งค์น้ำที่อยู่ใต้ดิน เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด ต้องมีโครงสร้างรับน้ำหนักที่แข็งแรง เพื่อป้องกันการทรุดตัวที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแท็งก์น้ำที่เหมาะสำหรับการติดตั้งลักษณะนี้ คือ แท็งก์น้ำคอนกรีตและแท็งก์น้ำพลาสติกชนิดติดตั้งใต้ดิน แล้วต้องใช้แท็งค์น้ำขนาดเท่าไหร่ ? โดยเฉลี่ยแล้ว หนึ่งคนจะใช้น้ำอยู่ที่ประมาณ 200 ลิตร/วัน/คน ซึ่งหมายความว่าแท็งค์น้ำก็ควรคิดจากปริมาณของสมาชิกในบ้านคูณด้วยปริมาณการใช้น้ำต่อวัน (เมื่อได้ผลลัพธ์แล้วควรคูณด้วย 2 อีกที เผื่อสำหรับน้ำไม่ไหลมากเกิน 1 วัน) *** 200 ลิตร (ปริมาณน้ำ /คน /วัน) x จำนวนคนในบ้าน x จำนวนวันที่สำรองน้ำ คำนวณปริมาณน้ำเพื่อสำรอง " การเลือกปั๊มน้ำและแท็งค์น้ำให้เหมาะสมและพื้นฐานการคำนวณปริมาณการใช้น้ำที่ได้กล่าวมาข้างต้นสามารถนำมาใช้ได้เลยสำหรับผู้ที่กำลังมองหาหรือติดตั้งปั๊มน้ำและแท็งค์น้ำใหม่ครับ " เกร็ดความรุ้เบื้องต้น การต่อปั๊มน้ำแบบบายพาส / การเลือกกำลังปั๊มและการตรวจเช็ค / วาล์ว คลิก วิธีแก้ปัญหาปั๊มน้ำเบื้องต้นที่พบกันบ่อย คลิก ระบบและการติดตั้งปั๊มน้ำอาคารสูง คลิก วิธีการอ่านกราฟปั๊มน้ำแบบง่ายๆ คลิก ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand ตัวแทนจำหน่าย : https://www.leo.co.th/dealer

Contact Us

Products & Support

  • Domestic Pump

  • Commercial Pump

  • Industrial Pump

  • Warranty Registration

  • Selection Program

  • Find a Dealer

LEO (Thailand) Co.,Ltd

897-897/1 Floor 1, Kamthorn Building, Rama III Rd, Bang Phong Phang, Yan Nawa, Bangkok 10120

บริษัท ลีโอ ( ประเทศไทย ) จำกัด

897-897/1 อาคารกำธร ชั้น1, ถนนพระราม 3, แขวงบางโพงพาง, เขตยานนาวา, กทม. 10120

Tel : +66(0) 2-292-1067 ถึง 69

Fax : +66(0) 2-292-1070

Mon - Fri :

8:30 am  – 17:45  pm

Copyright 2023 LEO Thailand Co., Ltd. All Rights Reserved

bottom of page