Search Results
54 results found with an empty search
- ปัญหาที่พบเจอบ่อยของปั๊มบาดาลและการตรวจสอบเบื้องต้น
ปัญหาที่พบบ่อยของปั๊มน้ำบาดาลและการตรวจสอบเบื้องต้น ในปัจจุบันน้ำบาดาลนั้นเป็นทีนิยมใช้กันเป็นอย่างมาก แต่ก่อนที่จะใช้น้ำบาดาลนั้นได้ต้องมีการขุดเจาะบ่อบาดาล รวมถึงการที่จะนำน้ำจากด้านล่างบ่อขึ้นมาใช้นั้นจำเป็นจะต้องใช้ ปั๊มบาดาล เพื่อสูบน้ำจากด้านล่างขึ้นมาด้านบน ซึ่งบางท่านอาจจะประสบปัญหาในการใช้งานของปั๊มหลังการติดตั้ง เช่น ปั๊มไม่ทำงาน , ปั๊มตัด , หรืออื่นๆ "ทางลีโอจึงรวบรวมปัญหาต่างๆ ที่ผู้ใช้พบเจอกันบ่อย รวมถึงวิธีการตรวจสอบแก้ไขเบื้องต้นมาให้ดูกันจ้า " ปั๊มบาดาลลีโอ 1. สายไฟที่ใช้งาน : เนื่องจากสายไฟนั้นมีผลเป็นอย่างมากต่อการจ่ายไฟไปยังปั๊มบาดาลเพื่อการใช้งาน เช่น ในเรื่องของระยะทางและแรงเสียดทาน หากใช้สายไฟเล็ก หรือต่อสายไฟยาวเกินไปอาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการทำงานของปั๊มบาดาล เช่น ปั๊มดับ หรือปั๊มไม่ทำงานได้ ทั้งนี้ผู้ใช้งานหรือผู้ติดตั้งสามารถตรวจสอบได้จากตารางการเลือกใช้สายไฟสำหรับมอเตอร์และปั๊มน้ำได้ก่อนการติดตั้งจริง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการใช้งานหลังการติดตั้ง ตัวอย่างตารางการเลือกใช้สายไฟสำหรับมอเตอร์และปั๊มน้ำ 2. การเกิด ไฟขาด ไฟเกิน หรือไฟตก ทำให้เกิดการทิปของเบรคเกอร์ ส่งผลให้ปั๊มบาดาลหยุดการทำงานได้ 3. การต่อสายไฟนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น ต่อสายไฟเข้าขั้วสายถูกไหม ในกรณีต่อสายผิดอาจส่งผลต่อทิศทางการหมุนของมอเตอร์ ส่งผลให้ใบพัดหมุนกลับทางซึ่งจะทำให้สูบน้ำไม่ขึ้น หรือปั๊มน้ำไม่สามารถจ่ายน้ำได้ในปริมาณที่ควรจะเป็น รวมถึงอาจจะทำให้ปั๊มน้ำเกิดความเสียหายได้ด้วยเช่นกัน 4. การต่อสายไฟด้วยเทปพันละลาย หรือเทปพันสายไฟต่างๆ ในกรณีที่พันไม่ดีหรือการพันนั้นมีปัญหา อาจส่งผลให้น้ำหรือความชื้นเข้าไปยังจุดที่ต่อสายไฟไว้ ซึ่งอาจจะทำให้ปั๊มน้ำไม่ทำงานหรือเกิดการลัดวงจรในระหว่างการใช้งานได้ 5. จุดการใช้งานของปั๊มบาดาล เลือกใช้ปั๊มบาดาลที่มีกำลังเหมาะกับการใช้งานหรือไม่ ซึ่งก่อนการเลือกซื้อหรือติดตั้งนั้น เราสามารถตรวจสอบสเป็คปั๊มน้ำได้ก่อนเลย จาก Pump Curve หรือ ตารางการใช้งานในช่วงระยะต่างๆของปั๊ม ทั้งนี้การใช้งานที่ต่ำหรือสูงกว่า Curve อาจทำให้ปั๊มบาดาลไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ หรือปั๊มน้ำอาจจะไม่สามารถใช้งานได้ด้วยเช่นกัน วิธีอ่าน Pump Curve ง่ายๆ คลิก Pump Curve ตารางการใช้งานในช่วงต่างๆของปั๊มน้ำบาดาล 6. ตรวจสอบน้ำในบ่อบาดาล เนื่องจากปั๊มบาดาลโดยมากจะมีระบบ Dry run protection ซึ่งก็คือระบบป้องกันน้ำแห้งน้ำหรือน้ำขาดนั่นเอง เมื่อน้ำในบ่อแห้งเซ็นเซอร์จะสั่งให้ปั๊มหยุดทำงานเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับมอเตอร์และปั๊มน้ำโดยอัตโนมัติ ทำให้ปั๊มน้ำไม่สามารถใช้งานได้ 7. น้ำบาดาลมีสิ่งเจือปนหรือสกปรก เช่น มีทรายขี้เป็ด , หินปูน , โคลน , หรือการที่บ่อถล่ม สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ปั๊มบาดาลเกิดความเสียหายและไม่สามารถใช้งานได้ 8. การถอดเช็ควาล์วออก ก่อให้เกิดความเสียหายต่อปั๊มน้ำบาดาลได้ อาจจะก่อให้เกิดน้ำย้อนกลับทำให้ใบพัดหมุนกลับทาง อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อปั๊มน้ำได้ คลิปอธิบาย คลิก 9. ตำแหน่งการติดตั้ง Control Box เช่น การติดตั้งในสภาพแวดล้อมที่อยุ่กลางแจ้ง อาจทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในตัวกล่องอนโทรล ส่งผลทำให้ตัว Capacitor ร้อนจัด เป็นสาเหตุให้กล่องหยุดการทำงาน ทำให้ปั๊มบาดาลหยุดการทำงานด้วยเช่นกัน 10. มิเตอร์ไฟฟ้า : การจ่ายไฟที่ไม่พอเพียงต่อการใช้งาน ทำให้ปั๊มน้ำไม่สามารถทำงานได้ เช่น มิเตอร์การเกษตร หรือมิเตอร์ 5 แอมป์นั้น ในกรณีที่เราใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างพร้อมกัน อาจจะทำให้โหลดไม่ถึงและปั๊มน้ำหยุดการทำงานได้ และปั๊มน้ำที่ใช้มอเตอร์แรงม้าสูงมากกว่า 2 แรงม้าขึ้นไปควรจะติดเบรคเกอร์เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสีบหายต่อปั๊มน้ำ ตัวอย่างการคำนวณการกินกระแสไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า คลิก ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @Leopump Facebook : LEOpumpThailand
- การเลือกปั๊มน้ำและแท็งค์น้ำให้เหมาะสม เพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายไปกว่าครึ่ง
การเลือกปั๊มน้ำและแท็งค์น้ำให้เหมาะสม เพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายไปกว่าครึ่ง สำหรับการเลือกปั๊มน้ำและแท็งค์น้ำให้เหมาะสมนั้น ผู้ใช้หรือเจ้าของบ้านหลายคนอาจยังสับสนว่าเราจะเลือกใช้ปั๊มน้ำขนาดไหนดี แต่ทั้งนี้ก็ได้มีการกำหนดข้อมูล แนวทางการเลือกปั๊มน้ำแบบคร่าวๆเอาไว้อยู่แล้ว เช่น บ้าน 1 ชั้น ควรใช้ปั๊มน้ำประมาณ 150 w , บ้าน 2 ชั้น 250 w , และ บ้าน 3-4 ชั้น 400 w เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่ผู้ผลิตแต่ละรายนำมาเป็นแนวทางนั้น ก็มาจากการประมาณอัตราการใช้น้ำของอาคารแต่ละประเภท ประกอบกับระยะทางการใช้งานนั่นเอง ปัจจุบันตามท้องตลาดทั่วไปเรามักจะเอาขาดของมอเตอร์หรือกำลังวัตต์เป็นที่ตั้ง แต่ขนาดมอเตอร์นั้นไม่ได้แสดงถึงประสิทธิภาพของการไหลของน้ำอย่างที่เข้าใจกัน ดังนั้นผู้ใช้หรือเจ้าของบ้านควรคำนวณหาขนาดของปั๊มน้ำที่เหมาะสมกับการใช้งานเบื้องต้นเสียก่อน ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ขนาดมอเตอร์หรือกำลังวัตต์ ดังนี้ 1. คำนึงถึงจำนวนจุดใช้น้ำ และปริมาณน้ำที่ต้องการใช้พร้อมกันภายในบ้านทั้งหมด ว่ามีปริมาณกี่ลิตร/นาที โดยทั้งนี้เราต้องคำนึงถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ด้วย เช่น ฝักบัว , ก๊อกสนาม , และอื่นๆ กะประมาณคร่าวๆเอาได้ 2. จำนวนคนที่พักอาศัย จะได้ทราบถึงปริมาณน้ำที่ใช้ จึงจะเลือกปั๊มน้ำที่จะใช้ได้อย่างเหมาะสม 3. ระยะทางและความสูงในการส่งน้ำ เพื่อที่จะได้นำไปเปรียบเทียบกับสเป็คอัตราการจ่ายน้ำของปั๊มน้ำนั้นๆในการเลือกซื้อ คราวนี้เราลองมาดูตัวอย่างของการเลือกซื้อปั๊มน้ำกันบ้าง ถ้าเรามีบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ความสูงโดยประมาณของจุดจ่ายน้ำจะมีระยะประมาณ 7 เมตร และมี ก๊อกน้ำภายในบ้านทั้งหมด 6 จุด และประมาณว่าจะใช้ก๊อกน้ำพร้อมกันทั้งหมด 3 จุด เราก็จะได้ดังนี้ 1. เรื่องของระยะส่งของปั๊มน้ำ ในกรณีนี้ความสูงถึงจุดที่ต้องการจ่ายน้ำประมาณ 7 เมตร เราควรเผื่อค่าแรงเสียดทานต่างๆ เช่น การใช้ท่อลด ข้อลด หรือข้องอต่างๆ ซึ่งจะทำให้กำลังการส่งตกลงไป ดังนั้นเราจึงควรเผื่อไว้ 30% ดังนั้นเราควรเลือกใช้ปั๊มน้ำที่มีระยะส่งไม่น้อยกว่า 9 เมตร นั่นเอง 2. ปริมาณน้ำที่จ่ายได้ (ลิตร/นาที) เราควรพิจารณาถึงการใช้น้ำพร้อมกันทั้งบ้าน และในที่นี้เรามีโอกาสใช้น้ำพร้อมกัน 3 จุด ซึ่งตามปกติก๊อกน้ำมีอัตราการจ่ายน้ำประมาณ 9 ลิตร/นาที ( โดยการคำนวณปริมาณน้ำในที่นี้เป็นการประมาณการเท่านั้นเนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้นั้นต่างกัน ทั้งนี้ถ้าต้องการความแม่นยำถูกต้องเราสามารถตรวจสอบปริมาณการใช้น้ำที่อุปกรณ์ต่าง ๆ ได้จากฉลากที่ติดมากับตัวอุปกรณ์นั้นๆ ) ดังนั้นจากการประมาณการปริมาณน้ำขั้นต่ำที่บ้านหลังนี้ใช้พร้อมกัน คือ 27 ลิตร/นาที ปั๊มน้ำอัตโนมัติ ระบบ Inverter ประหยัดพลังงาน ปั๊ม Inverter ปั๊มน้ำอัตโนมัติ ระบบ Inverter ประหยัดพลังงาน คือ รอบมอเตอร์จะหมุนตามปริมาณน้ำที่ใช้ เปรียบเทียบให้เห็นภาพ คือ เมื่อเราหรี่ก๊อกหรือเปิดใช้น้ำเบาๆ มอเตอร์ก็จะหมุนเบาเช่นกัน ( ใช้รอบหมุนน้อย )ทันทีที่เปิดก๊อกแรงมอเตอร์ก็จะทำงานเต็มกำลัง ขนาดของปั๊มน้ำอัตโนมัติมีตั้งแต่ 100-400 วัตต์ สำหรับ 100–150 วัตต์ เหมาะกับบ้านที่มีผู้อาศัย 2-3 คน แต่ถ้าเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ อาจจะใช้ปั๊มอินเวอร์เตอร์ ขนาด 450 วัตต์ และ ที่จะควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า มีระบบอิเล็กทรอนิกคำนวณการใช้น้ำ เช่น ปั๊ม 450 วัตต์ ถ้าเราเปิดใช้น้ำแค่จุดเดียวจะกินไฟแค่ 120 วัตต์ เปิดน้ำพร้อมกัน 4 จุด จะกินไฟ 450 วัตต์ เปรียบเทียบกับปั๊มทั่วไปขนาด 450 วัตต์ เปิดน้ำจุดเดียวก็กินไฟ 450 วัตต์ทันที ดังนั้นระบบอินเวอร์เตอร์จึงช่วยเราประหยัดค่าไฟนั่นเอง รวมถึงปั๊มอัตโนมัติจะมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ปั๊มมีถังแรงดันอากาศ แบบที่ 2 ปั๊มแรงดันคงที่ สำหรับปั๊มมีถังแรงดันอากาศ ข้อดีคืออายุการใช้งานนานกว่า แต่ข้อเสีย คือ อาจจะต้องมีการเติมลม หรือเมื่อเป็นสนิมภายในเราอาจจะต้องเปลี่ยนถังใหม่ทั้งถัง (ราคาไม่สูง) ส่วนปั๊มแรงดันคงที่ ข้อดีคือถ้าเราเปิดน้ำ 4 จุดพร้อมกัน แรงดันน้ำจะไหลเท่ากันทั้ง 4 จุด ไม่ว่าก๊อกน้ำจะอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลัง ถ้าเทียบทั้งสองแบบที่วัตต์เท่ากัน ปั๊มแรงดันอากาศจะจ่ายน้ำได้แรงกว่า แล้วแท็งน้ำล่ะ จำเป็นแค่ไหน ?? เมื่อเราเลือกปั๊มน้ำที่ต้องการได้แล้ว จะต้องซื้อแท้งก์น้ำเพิ่มมั้ย? เลือกแท้งก์น้ำขนาดเท่าไหร่? วัสดุแบบไหน? ให้เรามาพิจารณาตามนี้ครับ 1. ความสามารถการเก็บสำรองน้ำประปาไว้ใช้งานในบ้าน กรณีที่น้ำไม่ไหลหรือมีเหตุฉุกเฉิน เช่น มีการปิดน้ำเพื่อเดินท่อประปา(ท่อเมนของการประปาฯ) หรือซ่อมท่อประปา เกิดอุบัติเหตุท่อส่งประปาแตกเสียหายทำให้ไม่สามารถส่งน้ำประปามาได้ หรือแม้กระทั่งไฟดับแล้วปั๊มน้ำไม่ทำงาน เราก็ยังคงมีน้ำสำรองจากแท็งก์น้ำไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน 2. ช่วยพักน้ำ ช่วยให้มีการตกตะกอนของสิ่งแปลกปลอมที่อาจหลุดรอดเข้ามากับน้ำ (สิ่งแปลกปลอมอาจหลุดรอดเข้ามาในระหว่างทางที่มีการตัดต่อท่อประปาหรือมีการซ่อมท่อประปา ก่อนที่น้ำประปาจะมาถึงบ้าน) 3. ช่วยประหยัดค่าไฟได้ เนื่องจากเมื่อน้ำเต็มแท็งก์ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดปั๊มน้ำ ทำให้ปั๊มไม่ต้องทำงานตลอดเวลาที่ใช้น้ำ แท็งก์น้ำมีแบบไหนบ้าง? หลักๆเราแบ่งแท็งค์น้ำออกเป็น 2 แบบ ซึ่งก็คือ แท็งค์น้ำ ที่อยู่บนดินและแท็งค์น้ำที่อยู่ใต้ดิน • สำหรับแท็งค์น้ำบนดินนั้นจะเหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่พอสมควร โดยถังเก็บน้ำที่ได้รับความนิยมสำหรับการติดตั้งลักษณะนี้คือ แท็งก์น้ำสเตนเลสและแท็งก์น้ำพลาสติกชนิดติดตั้งบนดิน ข้อดีคือดูแลรักษาง่ายและ เคลื่อนย้ายได้ง่าย • สำหรับแท็งค์น้ำที่อยู่ใต้ดิน เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด ต้องมีโครงสร้างรับน้ำหนักที่แข็งแรง เพื่อป้องกันการทรุดตัวที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแท็งก์น้ำที่เหมาะสำหรับการติดตั้งลักษณะนี้ คือ แท็งก์น้ำคอนกรีตและแท็งก์น้ำพลาสติกชนิดติดตั้งใต้ดิน แล้วต้องใช้แท็งค์น้ำขนาดเท่าไหร่ ? โดยเฉลี่ยแล้ว หนึ่งคนจะใช้น้ำอยู่ที่ประมาณ 200 ลิตร/วัน/คน ซึ่งหมายความว่าแท็งค์น้ำก็ควรคิดจากปริมาณของสมาชิกในบ้านคูณด้วยปริมาณการใช้น้ำต่อวัน (เมื่อได้ผลลัพธ์แล้วควรคูณด้วย 2 อีกที เผื่อสำหรับน้ำไม่ไหลมากเกิน 1 วัน) *** 200 ลิตร (ปริมาณน้ำ /คน /วัน) x จำนวนคนในบ้าน x จำนวนวันที่สำรองน้ำ คำนวณปริมาณน้ำเพื่อสำรอง " การเลือกปั๊มน้ำและแท็งค์น้ำให้เหมาะสมและพื้นฐานการคำนวณปริมาณการใช้น้ำที่ได้กล่าวมาข้างต้นสามารถนำมาใช้ได้เลยสำหรับผู้ที่กำลังมองหาหรือติดตั้งปั๊มน้ำและแท็งค์น้ำใหม่ครับ " เกร็ดความรุ้เบื้องต้น การต่อปั๊มน้ำแบบบายพาส / การเลือกกำลังปั๊มและการตรวจเช็ค / วาล์ว คลิก วิธีแก้ปัญหาปั๊มน้ำเบื้องต้นที่พบกันบ่อย คลิก ระบบและการติดตั้งปั๊มน้ำอาคารสูง คลิก วิธีการอ่านกราฟปั๊มน้ำแบบง่ายๆ คลิก ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand ตัวแทนจำหน่าย : https://www.leo.co.th/dealer
- เคล็ดลับการติดตั้งปั๊มหอยโข่งให้น้ำแรง ขจัดปัญหาการใช้งาน
เคล็ดลับการติดตั้งปั๊มหอยโข่ง เคล็ดลับการติดตั้งปั๊มหอยโข่งให้น้ำแรง ขจัดปัญหาการใช้งาน มีอะไรบ้างมาดูกันเลยจ้า พื้นที่ต้องทำให้ดี ยึดให้เรียบร้อย ไม่สั่นคลอน การต่อขยายท่อ การขยายท่อ ปั๊มน้ำหอยโข่ง ต้องขยายเพิ่มขึ้น 1-2 เท่าของไซส์ท่อ เช่น จากท่อ 2 นิ้ว ขยายเป็นท่อ 3 นิ้ว ไม่แนะนำให้ทำการลดท่อ เช่น จาก 2 นิ้ว เป็น 1 นิ้ว จะไม่เป็นการดีต่อการส่งน้ำ แรงน้ำจะไม่ได้ตามที่ต้องการหรือตามที่สเป็นปั๊มน้ำระบุไว้ของการใช้งาน ข้อต่อท่อควรใช้เป็นข้อต่อแบบคางหมู เพื่อทำให้อากาศไม่สะสมและกีดขวางทางเดินของน้ำ การวางท่อของปั๊มน้ำในแนวนอน ไม่ควรวางแนวตรวจนเกินไป ควรจะวางเฉียงลงมาซักประมาณ 10 องศา เพื่อไม่ให้มีอากาศค้างอยู่และกีดขวางทางดินของน้ำในท่อ การต่อท่อออกจากตัวปั๊มน้ำ ควรต่อท่อให้สั้นที่สุดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 6 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อน้ำ เช่น ท่อขนาด 2 นิ้ว หรือ 50 mm x 6 จะได้เท่ากับ 300 mm หรือท่อต้องไม่สั้นกว่า 30 cm การต่อท่อในแนวดิ่งไม่ตั้งตรงจนเกินไป ควรวางเฉียงลงไปซักประมาณ 45 องศา เพื่อการดูน้ำที่ดี ไม่มีแรงดันน้ำกดทับจากด้านบนไปถึงด้านล่างมากเกินไป ทำให้ทุ่นแรงในการดูดน้ำและดูดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. หัวกะโหลกปลายท่อดูดน้ำ ควรจะลงไปในน้ำลึกเป็น 4 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางท่อน้ำ และหัวกะโหลกต้องไม่อยู่ติดผิวน้ำจนเกินไป ทั้งนี้ถ้าหัวกะโหลกอยู่ติดผิวน้ำจนเกินไป เมื่อดูดนำจะมีการสั่นสะเทือนทำให้เกิดกระแสน้ำวน ฟองอากาศเพราะน้ำตี และอากาศจะเข้าไปในระบบได้ง่าย หรืออาจเกิด Cavitation ทำให้ใบพัดสึกหรอและเสียหายได้เช่นกัน หัวกะโหลกไม่ควรจุ่มลงไปจนติดพื้นดิน ควรจะห่างจากพื้นดินอย่างน้อย 1 – 1.5 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางท่อน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการดูดสิ่งสกปรกขึ้นมาจากน้ำ หัวกะโหลกต้องมีขนาดใหญ่กว่าท่อน้ำ เช่น ท่อน้ำขนาด 2 นิ้ว ต้องใช้หัวกะโหลกขนาด 3 นิ้ว เป็นต้น ในกรณีที่ใช้น้ำเยอะควรใช้หัวกะโหลกแบบลิ้นกระดก ไม่ใช่บานสปริง เนื่องด้วยการปิด-เปิด เวลาส่งน้ำ ( ความเห็นส่วนตัว ) ข้อสุดท้าย คือ การติดตั้งปั๊มหอยโข่งควรยึดท่อน้ำให้แน่นทั้งแนวราบและแนวดิ่ง รวมถึงตัวปั๊มด้วยเช่นกัน ต้องมั่นคงเพราะเวลาใช้งานจะมีการสั่นสะเทือนทั้งตัวปั๊มน้ำเองและท่อส่ง/ดูดน้ำ บทความรู้เรื่องปั๊มน้ำอื่นๆ คลิก ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand
- การติดตั้งปั๊มน้ำให้ได้น้ำแรง 100%
การติดตั้งปั๊มน้ำให้ได้น้ำแรง 100% เมื่อเราเลือกซื้อปั๊มน้ำมาใช้งานแล้วนั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวปั๊มอย่างเดียว การต่อปั๊มน้ำเพื่อใช้งานนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน การต่อที่ถูกต้องจะทำให้ได้น้ำที่แรงเต็มประสิทธิภาพการจ่ายน้ำของปั๊ม ดังนั้นบทความนี้จะแนะนำสิ่งที่ควร และไม่ควรทำในการต่อปั๊มน้ำ เพื่อการติดตั้งปั๊มน้ำให้ได้น้ำแรง 100% การลด หรืองอท่อ จะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของปั๊มเพราะนอกจากการต่อระบบท่อที่ถูกต้องแล้ว การวางแผนในการต่อท่อที่ดี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปั๊มได้อีกด้วย ข้อลด ท่อทางน้ำเข้า – น้ำออก ของปั๊มแทบจะทุกชนิด ในระยะการเดินท่อ เราควรลดอุปสรรคและลดแรงเสียดทานแรงดันน้ำในท่อ เพื่อการติดตั้งปั๊มน้ำให้ได้น้ำแรง 100% ที่เรามุ่งหวัง " ไม่ควรลด หรืองอท่อ " เราไม่ควรทำการ ลดท่อ หรือ งอท่อ ในระยะ 30-45 เซนติเมตร ( จากจุดจ่อที่ตัวปั๊มกับท่อน้ำ ) เพราะจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของการดูดน้ำขาเข้าและการจ่ายน้ำขาออกของปั๊มน้ำนั้นเอง " รู้จักสเปคปั๊มน้ำ " เราควรศึกษาข้อมูลของปั๊มน้ำชนิดนั้นๆ รวมถึงสเป็คของปั๊มน้ำตัวนั้นๆ ที่สามารถทำได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการในการใช้และไม่เป็นการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น สเป็คปั๊มน้ำ จากป้ายเนมเพลทบอกสเป็คปั๊มน้ำตามด้านบน เรามาดูข้อมูลหลักๆก่อนว่า ปั๊มน้ำสามารถจ่ายน้ำได้ปริมาณเท่าไหร่และอย่างไร จะเห็นว่า Q= 30-100 ลิตร/นาที ค่าตัวเลขช่วง 30-100 ลิตรนั้นจะแปรผันตามระยะการใช้งาน คือ ในช่วง 33-16 เมตร และระยะไกลสุด คือ 36 เมตร ( แนวดิ่ง ) นั่นเอง ในส่วนตรงนี้สามารถดูกราฟของปั๊มน้ำนั้นๆประกอบไปด้วยจะดีมาก วิธีอ่านกราฟ คลิก เลือกปั๊มและแท็งค์น้ำให้เหมาะสมกับการใช้งาน สำหรับ การติดตั้งปั๊มน้ำให้ได้น้ำแรง 100% การคำนวณการสำรองน้ำเพื่อการใช้งานก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งก็คือการเลือกขนาดแท็งค์น้ำเพื่อการใช้งานนั่นเอง การเลือกปั๊มและแท็งค์น้ำให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายไปกว่าครึ่ง คลิก เมื่อเราไม่มีการสำรองน้ำให้เพียงพอต่ออัตราการใช้น้ำของเรา อาจจะทำให้น้ำแห้งหรือขาด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปั๊มน้ำ ในกรณีปั๊มน้ำไม่มีระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ จะทำให้มอเตอร์ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้มอเตอร์นั้นไหม้ได้ และหากปั๊มน้ำมีระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ ก็จะทำให้อากาศเข้าไปในปั๊มน้ำ ทำให้ดูดน้ำได้อย่างไม่ต่อเนื่อง และต้องมานั่งไล่อากาศออก เพราะแรงดันจะจ่ายไม่สม่ำเสมอ ส่งผลต่อการจ่ายน้ำที่ไม่คงที่นั่นเอง ซึ่งขั้นตอนการไล่อากาศนั้นค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร เราจึงควรป้องกันไว้ก่อน ดีกว่ามานั่งแก้ทีหลัง รวมถึงยังมีวิธีการติดตั้งแบบ ” BY PASS ” ซึ่งสำคัญมาก ๆ เพราะ เวลาไฟดับ ปั๊มเสีย จะทำให้เรายังคงใช้น้ำได้เป็นปกติ การต่อปั๊มน้ำแบบ By Pass คลิก การต่อปั๊มน้ำแบบบายพาส การเลือกกำลังปั๊มและการตรวจเช็ค อีกครั้ง !! สำหรับสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้และคำนึงถึงเพื่อให้ปั๊มน้ำใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด น้ำแรง 100% 1.ทำความรู้จักสเปคปั๊มน้ำของเราให้ดีที่สุด 2.ต้องคำนวณการสำรองน้ำให้เหมาะกับปั๊มน้ำ 3.ไม่ลดท่อ หรือ งอท่อ ในระยะ 30-45 เซนติเมตร เพื่อลดอุปสรรค และ ลดแรงเสียดทานของแรงดันน้ำภายในท่อ เท่านี้ปั๊มน้ำของเราก็จะทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ 100 % รวมถึงประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายด้วยจ้า ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand ตัวแทนจำหน่าย : https://www.leo.co.th/dealer
- ความแตกต่างและข้อดีข้อเสียของไฟ AC และ DC
AC DC ไฟ AC และ DC ต่างกันอย่างไร ? และความแตกต่างและข้อดีข้อเสียของไฟ AC และ DC ไฟฟ้ากระแสตรง (direct current: DC) คือ ไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลเพียงทิศทางเดียวจากขั้วลบของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้า แล้วกลับเข้าไปยังขั้วบวกของแหล่งกำเนิดไฟฟ้าอีกครั้ง ไฟฟ้ากระแสสลับ (alternating current: AC) คือ ไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปในทางกลับกัน กล่าวคือ กระแส มันไม่มีขั้ว มีทิศทางการไหลที่กลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา ความแตกต่างของไฟ AC DC คุณสมบัติของไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) 1. สามารถส่งไปในที่ไกลได้ดี กำลังไม่ตก 2. สามารถแปลงแรงดันให้สูงขึ้นหรือต่ำ ลงได้ตามต้องการโดยการใช้หม้อแปลง (Transformer) คุณสมบัติของไฟฟ้ากระแสตรง(DC) 1. กระแสไฟฟ้าไหลไปทิศทางเดียวกันตลอด 2. มีค่าแรงดันหรือแรงเคลื่อนเป็นบวกอยู่เสมอ 3. สามารถเก็บประจุไว้ในเซลล์ หรือแบตเตอรี่ได้ ประโยชน์ของไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) 1. ใช้กับระบบแสงสว่างได้ดี 2. ประหยัดค่าใช้จ่าย และผลิตได้ง่าย 3. ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการกำลังมาก ๆ 4. ใช้กับเครื่องเชื่อม 5. ใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ไฟฟ้าได้เกือบทุกชนิด ประโยชน์ของไฟฟ้ากระแสตรง(DC) 1. ใช้ในการชุบโลหะต่าง ๆ 2. ใช้ในการทดลองทางเคมี 3. ใช้เชื่อมโลหะและตัดแผ่นเหล็ก 4. ทำให้เหล็กมีอำนาจแม่เหล็ก 5. ใช้ในการประจุกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ 6. ใช้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 7. ใช้เป็นไฟฟ้าเดินทาง เช่น ไฟฉาย ปั๊มลีโอ AC DC ไฟ AC กับ DC ต่างกันอย่างไร ? การที่เราจะเอาไฟบ้านไปชาร์ตมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ต่างๆ เราจำเป็นต้องใช้อแดปเตอร์เพื่อแปลงไฟกระแสฟ้าสลับ (AC) ไปเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ไฟ AC กับ DC ต่างกันอย่างไรนั้น เราอาจจะเห็นบางเคสที่เป็นไฟฟ้า AC เหมือนกันแต่กลับต้องใช้อแดปเตอร์แปลง ซึ่งในส่วนตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นเป็นระบบ DC แต่เหตุผลมจากแรงดันไฟฟ้า หรือ voltage ที่ต้องใช้นั้นแตกต่างกัน ไฟฟ้ากระแสตรง และกระแสสลับ ในงาน โซล่าเซลล์ ความแตกต่างและข้อดีข้อเสียของไฟ AC-DC วิธีสังเกตุ คือ เวลาเราไปดูฉลากเครื่องใช้ไฟฟ้าถ้ามี เฮิร์ต (Hz) เช่น 50Hz 60Hz ก็คือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าระบบ AC เพราะระบบ DC จะไม่มีความถี่แบบนี้ ปกติไฟ AC จะมีแรงดันไฟหรือ voltage ที่สูง ตัวอย่างเช่น ไฟบ้านเราจะเป็น 220V ถือว่าเป็นค่าแรงดันที่ค่อนข้างต่ำ บางทีถ้าเราเห็นตามชานเมืองที่มีเสาไฟใหญ่ๆ พวกนี้จะมีแรงดันไฟเป็นหลักหมื่น Voltage และเนื่องด้วยการเชื่อมโยงไฟฟ้าระยะไกลที่มีค่า volt สูง ไม่จำเป็นต้องใช้สายไฟขนาดใหญ่ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนตรงนี้ได้ ส่วนในระบบไฟฟ้า DC จะใช้ voltage ไม่สูงมาก เช่น 12V 24V 48V และถ้าหากไม่เกิน 30V โดยประมาณ มักจะไม่เกิดอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ แต่ถ้าเป็นระบบใหญ่ๆจะใช้ volt ที่สูงขึ้นมา เช่น 300-600V ซึ่งการติดตั้งจะต้องให้ช่างผู้ชำนาญทำ เพราะกระแส DC ที่มีค่า voltage สูงนั้น อันตรายเป็นอย่างมาก ซึ่งในระบบโซล่าเซลล์ขนาดเล็กนั้น เรามักจะใช้ voltage ที่ต่ำ อย่าง 12V 24V เท่านั้น ถ้าหากเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นกินไฟเท่ากัน แต่ใช้แรงดันไฟ voltage ที่ต่ำ นั่นหมายความว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นจะกินกระแสไฟหรือ Ampere ที่มากแทน ผลที่ตามมา คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆเหล่านั้นจะต้องรับกระแสสูงๆได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้นมีราคาที่แพงมากขึ้นตามไป หรือการที่เราออกแบบระบบที่ใช้ค่าแรงดันไฟฟ้า voltage ต่ำ จะยิ่งทำให้ราคาอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้นสูงขึ้นนั่นเอง dummies ชนิดแผงโซล่าเซลล์ เลือกแบบไหนดี? โมโน / โพลี /หรือ อะมอร์ฟัส คลิก การออกแบบระบบโซล่าเซลล์เพื่อใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน คลิก สอนการคำนวณไฟฟ้าและจำนวนแผงโซล่าเซลล์ ( Solar Cell Calculation ) คลิก ระบบโซลาร์แบบ On Grid กับ Off Grid ต่างกันอย่างไร? คลิก การเลือกตัว Inverter ปั๊มน้ำ , แผงโซล่าเซลล์และการเผื่อกำลังไฟฟ้า คลิก ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand ตัวแทนจำหน่าย : https://www.leo.co.th/dealer
- วิธีเลือกปั๊มบาดาลแบบละเอียด เป็นอย่างไร มาดูกัน
5 ข้อควรรู้ก่อนเลือกปั๊มบาดาล 1. ขนาดปากบ่อบาดาล 2. ขนาดความลึกของบ่อบาดาล 3. ระดับน้ำในบ่อบาดาล สามารถมองเห็นจากปากบ่อได้ 4. ปริมาณน้ำในบ่อบาดาล 5. ระยะทางส่งน้ำ ส่งไกลกี่เมตร --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เรามาดูทีละข้อ สำหรับวิธีเลือกปั๊มบาดาลแบบละเอียดกัน 1.ขนาดปากบ่อ ปั๊มบาดาล LEO : 4XR , 4LPS , 4LPY ( บ่อ 4 นิ้ว ) / 3XR , 3LPS , 3LPY ( บ่อ 3 นิ้ว ) 2. ขนาดความลึกของบ่อที่เจาะ บ่อบาดาลในภาคอีสานโดยมากจะเจาะไม่ลึกมาก , ได้น้ำค่อนข้างเร็ว เช่น 30- 40 เมตร ก็ได้น้ำแล้ว 3.ระดับน้ำที่เอ่อขึ้นมา มองเห็นจากปากบ่อกี่เมตร ? เมื่อเรามองลงไปจากปากบ่อ โดยมากเราจะสามารถเห็นระดับน้ำที่เอ่อขึ้นมา เพราะในบ่อมีแรงดันอยู่ ให้เราวัดระดับน้ำจากปากบ่อถึงระดับน้ำที่เอ่อขึ้นมาว่าลึกเท่าไหร่ ส่วนมากจะเจอที่ 10 , 15 , หรือ 20 เมตร ซะเป็นส่วนใหญ่ สูตรคำนวณ ระดับน้ำจากปากบ่อ + ระยะช่วงสูบน้ำ ( ปกติเราจะเผื่อระยะช่วงสูบ ลึก 20 เมตร ขึ้นไป ) ** หมายเหตุ ห้ามหย่อนปั๊มลงไปจนติดก้นบ่อบาดาล เพราะใบพัดอาจจะติดโคลนและเกิดความเสียหายได้ ต้องเว้นระยะปั๊มไว้ด้วย ต้องอยู่สูงกว่าก้นบ่ออย่างน้อย 5 เมตร ขึ้นไป “ สมมุติว่าเรามีบ่อลึก 40 เมตร ระดับน้ำปากบ่อ คือ 15 เมตร ระยะช่วงสูบเผื่อไว้ 20 เมตร เท่ากับ 15 + 20 = 35 เมตร ดังนั้น เราควรจะหย่อนปั๊มลงไปลึกที่ 35 เมตร “ ** หมายเหตุ 1. ระยะช่วงสูบสามารถเผื่อระยะได้ 15-20 เมตร ขึ้นไป ในกรณีที่เจาะบ่อบาดาลลึกมากๆ เช่น 100 เมตร เราสามารถเผื่อระยะช่วงสูบเพิ่มเป็น 30-40 เมตร ได้ 2. ห้ามหย่อนปั๊มลงไปจนติดก้นบ่อบาดาล เพราะใบพัดอาจจะติดโคลนและเกิดความเสียหายได้ ต้องเว้นระยะปั๊มไว้ด้วย ต้องอยู่สูงกว่าก้นบ่ออย่างน้อย 5 เมตร ขึ้นไป " บ่อลึก 100 เมตร ควรจะหย่อนปั๊มลึกเท่าไหร่ ? " ระดับน้ำปากบ่อ 30 เมตร , ระยะช่วงสูบ 30 เมตร ( เผื่อ 30 เมตร เพราะเจาะลึกมาก ) ดังนั้น 30 + 30 = 60 เมตร เราควรหย่อนปั๊มลึก 60 เมตร 4.ปริมาณน้ำในบ่อบาดาล ( ลิตร / ชม ) ? เราสามารถสอบถามกับช่างเจาะบ่อบาดาลได้เลย โซนอีสานส่วนใหญ่จะเป็น 4 – 8 ลิตร ต่อ ชั่วโมง หรือสามารถดูเองผ่านแอพพลิเคชั่นได้ที่ Application : BADAN4THAI2 "Badan4Thai" พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ !! พบกับแอปพลิเคชันโฉมใหม่ ที่กลับมาพร้อมความยิ่งใหญ่อีกครั้ง กับ "Badan4Thai" ที่พัฒนาจากความต้องการของผู้ใช้งานจริง ตอบโจทย์ทุกการใช้งานอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นบริการ ค้นหาบ่อ ช่างเจาะน้ำบาดาล การคำนวณความลึก ราคาค่าเจาะ และอื่นๆอีกมากมาย ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ที่ Play Stored : https://play.google.com/store/apps/details ... App Stored : https://apps.apple.com/th/app/badan4thai2/id6444678587?l=th 5.ระยะทางส่งน้ำไกลกี่เมตร ? การคำนวณค่า Head Head 10 เมตร แนวราบ = Head 1 เมตร แนวดิ่ง ดังนั้น 200 /10 = 20 เมตร ตัวอย่าง เจาะบ่อลึก 40 เมตร มองเห็นระดับน้ำจากปากบ่อที่ 15 เมตร ส่งไกลแนวราบเข้าสวน 200 เมตร ต้องเลือกปั๊ม Head เท่าไหร่ ? ระดับน้ำปากบ่อ 15 เมตร + ระยะช่วงสูบ 20 เมตร = หย่อนปั๊มลึก 35 เมตร ส่งไกลแนวราบ อีก 200 เมตร = Head 20 เมตร เพราะฉนั้น รวมการส่งไกล คือ 35 + 20 = 55 เมตร ( ควรใช้ปั๊มน้ำที่มีค่า Head 55 เมตร ขึ้นไป ) บทความรู้เรื่องปั๊มน้ำอื่นๆ คลิก ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand






